เบื้องหลังของคลองสายนี้ไม่ได้เริ่มจากการสร้างคลองใหม่เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากแนวพระราชดำริที่เปลี่ยนบทบาทของระบบชลประทานเดิม ให้ทำหน้าที่รับมือทั้งภัยแล้งและน้ำหลาก
จากคลองส่งน้ำ สู่คลองระบายน้ำ
จังหวัดเพชรบุรีเผชิญอุทกภัยครั้งใหญ่หลายครั้ง โดยเฉพาะในปี 2539 , 2540 , 2546 และ 2553 เนื่องจากฝนตกหนักต่อเนื่องจนแม่น้ำเพชรบุรีไม่สามารถรองรับมวลน้ำได้ทั้งหมด น้ำจึงล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ราบลุ่มและชุมชน
หลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2546 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงห่วงใยความเดือดร้อนของประชาชน และพระราชทานแนวพระราชดำริให้กรมชลประทานพิจารณาปรับปรุงคลองชลประทานในเขตโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเพชรบุรี จากคลองที่ใช้ส่งน้ำเพื่อการเกษตร ให้สามารถใช้เป็นทางระบายน้ำเมื่อเกิดอุทกภัยได้ด้วย
แนวคิดดังกล่าวมุ่งใช้โครงสร้างที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เปิดทางให้น้ำส่วนเกินไหลออกจากพื้นที่ได้เร็วขึ้น พร้อมพัฒนาอาคารบังคับน้ำ คันกั้นน้ำเค็ม และช่องทางระบายน้ำให้ทำงานสัมพันธ์กันทั้งระบบ


คลอง D9 ทำงานอย่างไร
กรมชลประทานเริ่มดำเนินการขุดลอกและเพิ่มประสิทธิภาพคลอง D9 ภายใต้โครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยจังหวัดเพชรบุรี ปี 2547 หลักการสำคัญคือการ “ตัดยอดน้ำ” บริเวณเหนือเขื่อนเพชร โดยแบ่งน้ำส่วนหนึ่งเข้าสู่คลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งขวาสาย 3 ก่อนผันเข้าสู่คลอง D9 แล้วระบายลงสู่อ่าวไทย เป็นเส้นทางลัดที่ช่วยลดปริมาณน้ำซึ่งจะไหลผ่านแม่น้ำเพชรบุรีเข้าสู่เขตเมือง
เส้นทางน้ำจากคลองส่งน้ำสายใหญ่ถึงคลอง D9 มีระยะทางประมาณ 20 กิโลเมตร ขณะที่ข้อมูลของสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเพชรบุรีระบุว่า การพัฒนาคลอง D9 ช่วยเพิ่มความสามารถในการผันน้ำจากเขื่อนเพชรออกสู่ทะเลได้ประมาณ 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที อย่างไรก็ตาม คลอง D9 ไม่ได้ทำงานเพียงลำพัง ประสิทธิภาพการระบายน้ำยังขึ้นอยู่กับการบริหารเขื่อนแก่งกระจานและเขื่อนเพชร การเปิด–ปิดประตูระบายน้ำ ปริมาณฝน น้ำทะเลหนุน ตลอดจนการขุดลอกวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำอย่างสม่ำเสมอ


สานต่อสู่คลองระบายน้ำหลาก D1
แนวพระราชดำริในการใช้คลองชลประทานเป็นทางระบายน้ำได้รับการสานต่อผ่านโครงการบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่างอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 โครงการกำหนดแผนดำเนินงาน 10 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570–2579 ภายใต้วงเงิน 14,700 ล้านบาท โดยมีงานสำคัญคือการปรับปรุงคลองเดิมและขุดคลองระบายน้ำสายใหม่ หรือคลองระบายน้ำหลาก D1
คลอง D1 จะเริ่มรับน้ำบริเวณเขื่อนเพชร ตำบลท่าไม้รวก อำเภอท่ายาง และระบายลงสู่อ่าวไทยบริเวณตำบลบางเก่าและตำบลหนองศาลา อำเภอชะอำ มีระยะทางรวมประมาณ 38.92 กิโลเมตร และออกแบบให้ระบายน้ำได้สูงสุด 350 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จ โครงการคาดว่าจะช่วยบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ประมาณ 33,690 ไร่ ลดความเสียหายจากน้ำท่วมได้ประมาณร้อยละ 50 และกักเก็บน้ำในคลองไว้ใช้ประโยชน์ได้ประมาณ 5 ล้านลูกบาศก์เมตร


คลอง D9 และโครงการคลอง D1 จึงสะท้อนการแก้ปัญหาน้ำตามลักษณะภูมิประเทศจริง ตั้งแต่การควบคุมน้ำต้นทาง ตัดยอดน้ำก่อนเข้าสู่ตัวเมือง และเร่งระบายลงทะเล โดยใช้ระบบชลประทานให้ทำหน้าที่ได้ทั้งส่งน้ำ เก็บน้ำ และระบายน้ำ
จากบทเรียนอุทกภัยเมื่อกว่า 20 ปีก่อน แนวพระราชดำริยังคงเป็นรากฐานสำคัญของการบริหารจัดการน้ำเมืองเพชร และเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่ประชาชนจังหวัดเพชรบุรียังคงได้รับมาจนถึงวันนี้




