นมชนิดนี้สามารถใช้เป็นทางเลือกแทนนมโอ๊ตหรือนมอัลมอนด์ในหลายเมนู ไม่ว่าจะดื่มโดยตรง ใส่กาแฟและชา ปั่นสมูทตี รับประทานกับซีเรียล หรือใช้ประกอบอาหารและทำขนม แต่คำว่า “ใช้แทนได้” ในที่นี้หมายถึงการใช้ในแง่เครื่องดื่มและการปรุงอาหาร ไม่ได้หมายความว่ามีสารอาหารเหมือนกันทุกประการ

จุดเด่นของนมเม็ดมะม่วงหิมพานต์คือไม่มีน้ำตาลแลคโตสตามธรรมชาติ เพราะไม่ได้ผลิตจากนมวัว จึงเป็นอีกตัวเลือกสำหรับผู้ที่ย่อยแลคโตสได้ไม่ดี ผู้รับประทานอาหารจากพืช หรือผู้ที่ต้องการทดลองเครื่องดื่มชนิดใหม่

อย่างไรก็ตาม นมพืชแต่ละสูตรมีคุณค่าทางโภชนาการแตกต่างกันมาก โดยเฉพาะโปรตีน แคลเซียม วิตามิน น้ำตาล และไขมัน นมเม็ดมะม่วงหิมพานต์สำเร็จรูปหลายผลิตภัณฑ์อาจมีโปรตีนต่ำกว่านมวัวและนมถั่วเหลือง ขณะที่แคลเซียมกับวิตามินบางชนิดอาจมาจากการเสริมเข้าไปในกระบวนการผลิต ไม่ใช่มีในปริมาณสูงตามธรรมชาติ ข้อมูลจาก University of Florida IFAS

Article Image

ก่อนเลือกซื้อจึงควรพลิกดูฉลากโภชนาการ โดยพิจารณา 4 เรื่องสำคัญ ได้แก่

หนึ่ง ปริมาณเม็ดมะม่วงหิมพานต์หรือส่วนประกอบหลัก
สอง ปริมาณโปรตีนต่อหนึ่งหน่วยบริโภค
สาม ปริมาณน้ำตาล โดยควรเลือกสูตรไม่เติมน้ำตาลหรือมีน้ำตาลน้อย
และสี่ ปริมาณแคลเซียมและวิตามินดี หากต้องการใช้แทนนมวัวเป็นประจำ
Article Image

อีกเรื่องที่ต้องระวังคือ เม็ดมะม่วงหิมพานต์จัดอยู่ในกลุ่มถั่วเปลือกแข็ง ผู้ที่แพ้ถั่วชนิดนี้ไม่ควรดื่ม และผู้ที่มีประวัติแพ้ถั่วชนิดอื่นควรอ่านฉลากคำเตือนเรื่องสารก่อภูมิแพ้อย่างละเอียด

ในด้านเศรษฐกิจ นมเม็ดมะม่วงหิมพานต์ถือเป็นแนวทางเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตทางการเกษตรที่ปลูกในประเทศไทย และช่วยขยายทางเลือกในตลาดเครื่องดื่มจากพืช แต่ควรใช้คำว่า “ผลิตจากวัตถุดิบไทย” หรือ “พัฒนาโดยผู้ประกอบการไทย” เมื่อมีหลักฐานยืนยันแหล่งผลิต เพราะต้นกำเนิดทางพฤกษศาสตร์ของมะม่วงหิมพานต์ไม่ได้อยู่ในประเทศไทย

สรุปแล้ว นมเม็ดมะม่วงหิมพานต์สามารถเป็นทางเลือกแทนนมโอ๊ตและนมอัลมอนด์ในเมนูต่าง ๆ ได้ แต่ไม่มีนมพืชชนิดใดดีที่สุดสำหรับทุกคน สิ่งสำคัญคือต้องเลือกให้ตรงกับความต้องการ เปรียบเทียบฉลาก และไม่มองข้ามสารก่อภูมิแพ้

“นมพืชทางเลือกชนิดใหม่ ไม่ได้มีแค่โอ๊ตหรืออัลมอนด์ เพราะเม็ดมะม่วงหิมพานต์ที่ปลูกในไทย ก็นำมาพัฒนาเป็นเครื่องดื่มรสหอมมันได้ แต่จะใช้แทนนมวัวได้ครบทุกด้านหรือไม่ ต้องดูมากกว่าคำว่า Plant-based บนกล่อง”