ตม. สนธิ DOPA N.I.C.E. เปิดปฏิบัติการ “พ่อไทยทิพย์” เฟส 3 จับ 22 ราย ตรวจค้น 22 จุด พบเชื่อมโยงเด็ก 24 คน

Article Image

สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองสนธิกำลังเจ้าหน้าที่และชุดปฏิบัติการ DOPA N.I.C.E. ของกรมการปกครอง เปิดปฏิบัติการกวาดล้างเครือข่ายที่ถูกเรียกว่า “ขบวนการพ่อไทยทิพย์” ระยะที่ 3 เข้าตรวจค้นเป้าหมาย 22 จุด พร้อมดำเนินการตามหมายจับที่เกี่ยวข้องกับคดี 29 หมายจับ จับกุมผู้ต้องหาได้ 22 คน โดยเจ้าหน้าที่เตรียมขยายผลตรวจสอบบุคคลและหน่วยงานที่อาจเกี่ยวข้องเพิ่มเติม

Article Image

พลตำรวจโท นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เปิดเผยว่า ปฏิบัติการครั้งนี้เกี่ยวข้องกับหมายจับรวม 46 หมายจับ ซึ่งมีบุคคลหลายกลุ่มอยู่ในข่ายตรวจสอบ ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล กลุ่มพ่อแม่ชาวต่างชาติ และบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้ชื่อคนไทยเป็นบิดาในเอกสารของเด็ก

เปิดปมบ้านพักสมุทรปราการ พบเด็ก 2 คน ผล DNA ชี้ข้อมูลบิดาไม่ตรงกับเอกสาร

Article Image

หนึ่งในจุดสำคัญของการตรวจค้นอยู่ที่บ้านพักในอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีการจดทะเบียนบริษัท เจ้าหน้าที่พบเด็กชาย 2 คน อายุ 7 ปี และ 3 ปี โดยมารดาเป็นหญิงชาวจีนที่มีชื่อว่า “นางหวัง” ซึ่งเดินทางกลับประเทศจีนไปเมื่อวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา

Article Image

จากข้อมูลที่เจ้าหน้าที่เปิดเผย เด็กทั้งสองมีชื่อบิดาในสูติบัตรแตกต่างกัน โดยเด็กชายอายุ 7 ปี ระบุชื่อบิดาเป็นนายสมเกียรติ ซึ่งมีสัญชาติไทย ส่วนเด็กชายอายุ 3 ปี ระบุชื่อบิดาเป็นนายหยิงเป่า ซึ่งเป็นชาวไทยที่ราบสูง

อย่างไรก็ตาม ผลตรวจดีเอ็นเอที่เจ้าหน้าที่นำมาเปิดเผยระบุว่า ความเป็นบิดาทางชีวภาพของเด็กทั้งสองไม่ตรงกับบุคคลที่มีชื่ออยู่ในเอกสาร แต่กลับตรงกับนายจาง ชายชาวจีนซึ่งอยู่ที่บ้านและดูแลเด็กทั้งสองคน

นายจางให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ว่า ไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับกระบวนการทั้งหมด โดยอ้างว่าภรรยาเป็นผู้ดำเนินการ และตนเองไม่ทราบว่าการดำเนินการดังกล่าวอาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย นอกจากนี้ ยังระบุว่าตนเองประกอบธุรกิจและเปิดบริษัท ขณะที่เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูลบริษัทและความเกี่ยวข้องกับการถือครองที่ดิน

ชายขี่วินรับจ้างรับจ้างจดทะเบียนสมรส อ้างได้ค่าตอบแทน 5,000 บาท

อีกประเด็นที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ คือคำให้การของนายสมเกียรติ ซึ่งถูกระบุว่าเป็นบุคคลที่มีชื่อเป็นบิดาของเด็กชายวัย 7 ปีในสูติบัตร โดยเจ้าตัวประกอบอาชีพขับรถจักรยานยนต์รับจ้าง

นายสมเกียรติให้การว่า ไม่เคยรู้จักนางหวังมาก่อน แต่มีเพื่อนที่วินรถจักรยานยนต์รับจ้างแนะนำให้ไปจดทะเบียนสมรสกับหญิงชาวจีนรายดังกล่าวที่สำนักงานเขตหลักสี่ เมื่อปี 2561 โดยได้รับค่าตอบแทน 5,000 บาท

เจ้าตัวอ้างว่า ยอมดำเนินการเพราะต้องการเงิน และเมื่อไปถึงสถานที่จดทะเบียนก็มีเจ้าหน้าที่กรอกข้อมูลให้ ก่อนที่ตนเองจะลงลายมือชื่อเท่านั้น หลังจากนั้นทั้งสองฝ่ายก็แยกย้ายกันไป

ต่อมาในปี 2564 นางหวังติดต่อให้ไปจดทะเบียนหย่า โดยนายสมเกียรติอ้างว่าได้รับเงินเพิ่มอีก 4,000 บาท พร้อมระบุว่าไม่เคยทราบมาก่อนว่าตนมีชื่อเป็นบิดาของเด็ก จนกระทั่งตำรวจเข้ามาตรวจสอบ ส่วนภรรยาที่อยู่กินกันจริงของตนก็ไม่เคยทราบเรื่องการจดทะเบียนสมรสดังกล่าวมาก่อน

ทั้งนี้ รายละเอียดทั้งหมดเป็นคำให้การของผู้ถูกตรวจสอบ ซึ่งต้องผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงและกระบวนการทางกฎหมายต่อไป

ส่วนอีกกรณีอ้างเคยมีความสัมพันธ์กับมารดาเด็ก

สำหรับนายหยิงเป่า ซึ่งมีชื่อเป็นบิดาในเอกสารของเด็กชายวัย 3 ปี ให้ข้อมูลว่าเคยมีความสัมพันธ์กับนางหวัง แต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน โดยอ้างว่าเมื่อฝ่ายหญิงแจ้งว่ามีลูกกับตนเอง จึงยอมไปดำเนินการจดทะเบียนเป็นบิดาของเด็ก

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่เจ้าหน้าที่เปิดเผยระบุว่า ผลตรวจดีเอ็นเอไม่ตรงกับนายหยิงเป่า แต่ตรงกับนายจาง ชายชาวจีนที่ถูกระบุว่าเป็นบิดาทางชีวภาพของเด็ก ซึ่งประเด็นดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลทางทะเบียนและความเกี่ยวข้องของบุคคลในเครือข่าย

ตำรวจเผยหญิงชาวจีนอยู่ไทยนาน 19 ปี เร่งตรวจสอบบริษัทและที่ดิน

Article Image

พลตำรวจโท นพศิลป์ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า นางหวังเดินทางเข้าประเทศไทยตั้งแต่ปี 2550 และอยู่ในไทยมาเป็นเวลาประมาณ 19 ปี โดยมีบุตรรวม 3 คน ขณะที่บุตรคนโตเกิดกับสามีชาวไทยจริง ส่วนประเด็นที่อยู่ระหว่างตรวจสอบเกี่ยวข้องกับบุตรคนรองและคนเล็ก ซึ่งผลตรวจดีเอ็นเอไม่ตรงกับบุคคลสัญชาติไทยที่ปรากฏชื่อในเอกสาร

ด้านธุรกิจของนายจาง เจ้าหน้าที่ตรวจพบข้อมูลบริษัทเบื้องต้น 2 บริษัท และอยู่ระหว่างตรวจสอบเพิ่มเติมว่า มีการใช้บุคคลอื่นถือหุ้นแทน หรือมีการถือครองที่ดินที่อาจเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมายหรือไม่

การตรวจสอบส่วนนี้ยังเป็นขั้นตอนของการรวบรวมข้อเท็จจริง จึงต้องรอผลจากหน่วยงานที่รับผิดชอบก่อนสรุปว่าบุคคลหรือบริษัทใดมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด

ตรวจค้น 22 จุด จับกุม 22 คน เชื่อมโยงเด็ก 24 คน และโรงพยาบาล 8 แห่ง

สำหรับภาพรวมปฏิบัติการระยะที่ 3 เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นเป้าหมาย 22 จุด และจับกุมผู้ต้องหาได้ 22 คน ตามหมายจับที่เกี่ยวข้องกับคดี 29 หมายจับ โดยข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ระบุว่า เครือข่ายที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบเชื่อมโยงกับเด็ก 24 คน และโรงพยาบาล 8 แห่ง

หลังจากนี้ เจ้าหน้าที่จะขยายผลเพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน ตรวจสอบบทบาทของบุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนพิจารณาความถูกต้องของเอกสารและสถานะทางทะเบียนของเด็กแต่ละราย

เร่งตรวจสอบสถานะเด็ก ย้ำต้องคำนึงถึงสิทธิและประโยชน์สูงสุด

เจ้าหน้าที่ระบุว่า เด็กทั้ง 24 คนจะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและแก้ไขสถานะทางทะเบียนตามขั้นตอน หากพบว่ามีการได้มาซึ่งสัญชาติไทยหรือเอกสารที่เกี่ยวข้องโดยมิชอบ จะดำเนินการตามกฎหมายเพื่อพิจารณายกเลิกหรือแก้ไขสถานะและเอกสารที่เกี่ยวข้องตามกระบวนการ

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี และคำนึงถึงสิทธิของเด็ก รวมถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ เนื่องจากเด็กไม่ควรถูกเหมารวมว่าเป็นผู้กระทำผิดจากการกระทำของผู้ใหญ่

ปฏิบัติการครั้งนี้จึงไม่ได้มีเพียงการติดตามผู้ต้องสงสัยและตรวจสอบเอกสารเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการตรวจสอบเครือข่ายที่อาจเกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่งสถานะทางทะเบียนโดยมิชอบ โดยต้องรอผลการสืบสวนสอบสวนและการพิจารณาตามกฎหมายเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนต่อไป