กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) แถลงผลปฏิบัติการ BLACK TRACE ตรวจค้นและยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับคดีลักลอบใช้กระแสไฟฟ้าเพื่อประกอบกิจการเหมืองขุดบิตคอยน์โดยผิดกฎหมาย พร้อมขยายผลตรวจสอบเส้นทางการเงินและการถือครองอสังหาริมทรัพย์ผ่านบุคคลอื่น
จากการสืบสวนขยายผล DSI พบความเชื่อมโยงของคดีกับเครือข่ายจีนเทาและขบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติ มีเงินหมุนเวียนในเครือข่ายมากกว่า 5,000 ล้านบาท และมีรายงานความเสียหายด้านรายได้ของรัฐกว่า 3,000 ล้านบาท โดยเจ้าหน้าที่ตรวจยึดทรัพย์สินสำคัญ 2 รายการ ได้แก่
1. ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ที่ดินเนื้อที่ประมาณ 525 ตารางวา พร้อมอาคารสูง 3 ชั้น มูลค่ากว่า 106 ล้านบาท ตามราคาซื้อขายเมื่อปี 2566 โดยมีบริษัทแห่งหนึ่งเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ การตรวจสอบพบโครงสร้างผู้ถือหุ้นเป็นบุคคลสัญชาติเมียนมา 2 ราย ถือหุ้นรวมร้อยละ 49 และบุคคลสัญชาติไทย 2 ราย ถือหุ้นรวมร้อยละ 51 เจ้าหน้าที่จึงขยายผลตรวจสอบข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้บุคคลหรือนิติบุคคลถือครองทรัพย์สินแทนผู้ได้รับประโยชน์ที่แท้จริง
2. ห้องชุดคอนโดมิเนียม เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร ตรวจยึดห้องชุดจำนวน 15 ห้อง มูลค่ารวมประมาณ 79 ล้านบาท มีบุคคลสัญชาติเมียนมา 5 ราย เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบที่มาของเงินที่ใช้ซื้อห้องชุด ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ถือกรรมสิทธิ์กับผู้ต้องหา รวมถึงผู้ได้รับประโยชน์ที่แท้จริงจากทรัพย์สินดังกล่าว
คดีนี้มีผู้ต้องหารวม 25 ราย แบ่งเป็นบุคคลสัญชาติจีน 5 ราย สัญชาติไทย 6 ราย สัญชาติเมียนมา 13 ราย และนิติบุคคล 1 ราย
พนักงานสอบสวนคดีพิเศษแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว 6 ราย และออกหมายจับอีก 19 ราย โดยในจำนวนนี้เป็นหมายจับที่ออกเพิ่มเติมล่าสุด 7 ราย
จากแนวทางการสืบสวนพบว่า เครือข่ายดังกล่าวมีพฤติการณ์ลักลอบใช้กระแสไฟฟ้าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานผู้ให้บริการไฟฟ้า เพื่อนำมาใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์สำหรับขุดบิตคอยน์ มีการติดตั้งเครื่องขุดจำนวนมากภายในอาคารและโกดัง เดินเครื่องตลอด 24 ชั่วโมงต่อเนื่องเป็นระยะเวลาตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป เพื่อสร้างผลตอบแทนในรูปแบบสินทรัพย์ดิจิทัล ขณะที่ต้นทุนการใช้ไฟฟ้าถูกผลักภาระให้เกิดความเสียหายต่อระบบและผู้ให้บริการไฟฟ้า
ปฏิบัติการ BLACK TRACE ไม่ได้มุ่งตรวจสอบเฉพาะการลักลอบใช้ไฟฟ้า แต่ยังขยายผลไปถึงเส้นทางการเงิน การนำรายได้ไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ และการใช้บุคคลอื่นถือครองทรัพย์สิน ซึ่งเจ้าหน้าที่จะต้องรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความเชื่อมโยงและดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องตามกฎหมายต่อไป
ทั้งนี้ การถือหุ้นหรือถือกรรมสิทธิ์โดยบุคคลต่างชาติที่ปรากฏในคดี ยังต้องผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานว่าเข้าข่ายการกระทำผิดกฎหมายหรือไม่






