พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ตรวจสอบนายไทหยาง ซาง สามีของนางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย จากข้อสงสัยเรื่องการถือหุ้นที่อาจเกี่ยวข้องกับธุรกิจพนันออนไลน์และเครือข่ายอาชญากรรมออนไลน์
โดยขณะนี้ DSI อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อพิจารณาว่ากรณีดังกล่าวเข้าหลักเกณฑ์รับเป็นคดีพิเศษหรือไม่ ท่ามกลางข้อกังวลจากบางฝ่ายว่าอาจมีการช่วยเหลือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล
ยันรับฟังพยานทุกฝ่าย ไม่ใช่เฉพาะฝ่าย “สุชาดา”
พล.ต.ท.รุทธพล ระบุว่า DSI ไม่ได้รวบรวมข้อมูลจากฝ่ายนางสาวสุชาดาและสามีเพียงด้านเดียว แต่ยังประสานบุคคลที่มีข้อมูลเกี่ยวข้องกับคดี ทั้งนายศิริโชค โสภา อดีต สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ และนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เพื่อให้ข้อมูลและพยานหลักฐานประกอบการตรวจสอบ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมย้ำว่า การรวบรวมพยานหลักฐานจากหลายฝ่ายมีความสำคัญต่อการพิสูจน์ข้อเท็จจริง เพื่อให้กระบวนการตรวจสอบมีความรอบด้าน และให้ความเป็นธรรมแก่ทุกคนที่เกี่ยวข้อง
ปัดข้อครหาฟอกขาว ย้ำอยู่ภูมิใจไทยก็ไม่ยกเว้น
เมื่อถูกถามว่า การที่นางสาวสุชาดาสังกัดพรรคภูมิใจไทย จะทำให้บุคคลที่เกี่ยวข้องได้รับการช่วยเหลือจนหลุดพ้นจากคดีหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล ยืนยันว่า หากเรื่องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว ทุกอย่างต้องดำเนินไปตามพยานหลักฐานและข้อกฎหมาย
โดยกระบวนการดำเนินคดีอาญามีขั้นตอนตั้งแต่การสืบสวนสอบสวน การพิจารณาสั่งคดีของพนักงานอัยการ และการพิจารณาของศาลในกรณีที่มีการฟ้องคดี
ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมยืนยันว่าจะไม่มีการเลือกปฏิบัติเพียงเพราะบุคคลที่ถูกตรวจสอบเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองใด
DSI ยังไม่สรุปรับเป็นคดีพิเศษ
ก่อนหน้านี้ DSI เริ่มตรวจสอบข้อสงสัยดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2569 โดยมีการประสานข้อมูลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งตำรวจสอบสวนกลาง ตำรวจไซเบอร์ และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)
ประเด็นสำคัญที่ต้องตรวจสอบคือความเชื่อมโยงของการถือหุ้น ธุรกรรมทางการเงิน และลักษณะการดำเนินธุรกิจที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่าอาจเกี่ยวข้องกับการพนันออนไลน์หรืออาชญากรรมข้ามชาติ
อย่างไรก็ตาม การพิจารณารับเป็นคดีพิเศษต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และอำนาจหน้าที่ของ DSI ซึ่งยังไม่มีข้อสรุปอย่างเป็นทางการในข้อมูลที่เปิดเผย
ทั้งนี้ การมีชื่อปรากฏในกระบวนการตรวจสอบไม่ได้หมายความว่าบุคคลดังกล่าวกระทำความผิด โดยต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานและเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายชี้แจง ก่อนมีข้อสรุปตามกระบวนการยุติธรรม




