เรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ชั้นนิมิตซ์ (Nimitz-class) ลำมหึมาของกองทัพเรือสหรัฐฯ อย่าง USS Abraham Lincoln (CVN-72) ได้เดินทางเข้าแวะเทียบท่า ณ ท่าเรือแหลมฉบัง ประเทศไทย ในสัปดาห์นี้ นับเป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้ได้สัมผัสกับขีดความสามารถของ "Super Carrier" ซึ่งเป็นจุดยอดสุดของกำลังรบทางเรือยุคใหม่ที่เข้ามาแทนที่บทบาทของเรือประจัญบาน (Battleship) นับตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา

ปัจจุบัน สหรัฐอเมริกาถือเป็นประเทศที่มีเรือบรรทุกเครื่องบินมากที่สุดในโลก โดยกฎหมาย National Defense Authorization Act ปี 2006 กำหนดให้กองทัพเรือสหรัฐฯ ต้องมีเรือบรรทุกเครื่องบินประจำการอย่างน้อย 11 ลำ (อิงตามหลักการวางกำลัง: 1 ลำออกปฏิบัติการ, 1 ลำใช้ฝึกซ้อมเตรียมพร้อม และ 1 ลำเข้าซ่อมบำรุง เพื่อให้มีเรือพร้อมใช้งานในทะเลอย่างน้อย 3 ลำตลอดเวลา) แตกต่างจากชาติอื่น อาทิ จีนที่มี 3 ลำ, สหราชอาณาจักร อินเดีย ญี่ปุ่น และอิตาลี ที่มีชาติละ 2 ลำ หรือฝรั่งเศสและสเปนที่มี 1 ลำ ขณะที่หลายประเทศใช้งานในลักษณะเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ เช่น เรือหลวงจักรีนฤเบศรของไทย

Advertisement

สำหรับข้อมูลและสมรรถนะของ USS Abraham Lincoln (CVN-72):

  • ขนาดและมิติ: วางกระดูกงูในปี 1984 และเข้าประจำการในปี 1989 มีระวางขับน้ำราว 100,000 ตัน ความยาว 332.8 เมตร ความกว้าง 76.8 เมตร ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าเรือหลวงจักรีนฤเบศรราว 5–10 เท่า

  • ระบบขับเคลื่อน: ใช้เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์รุ่น A4W ของ Westinghouse จำนวน 2 เตา ผลิตกำลังขับ 510,000 แรงม้า ทำความเร็วสูงสุดได้มากกว่า 30 น็อต (56 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) และสามารถปฏิบัติการได้ต่อเนื่องยาวนานถึง 25 ปีโดยไม่ต้องเติมเชื้อเพลิง

  • กำลังพลและอากาศยาน: รองรับลูกเรือและเจ้าหน้าที่การบินรวมราว 5,000 คน และสามารถบรรทุกอากาศยานได้สูงสุดถึง 90 ลำ

  • ฝูงบินประจำเรือ 8 ฝูงบิน: ประกอบด้วยฝูงบินขับไล่ 4 ฝูงบิน (ใช้งาน F/A-18E/F และเครื่องบินสเตลธ์ยุคใหม่ F-35C ของนาวิกโยธินสหรัฐฯ), ฝูงบินโจมตีทางอิเล็กทรอนิกส์ F/A-18G สำหรับทำลายเรดาร์และการสื่อสารของข้าศึก 1 ฝูงบิน, ฝูงบินแจ้งเตือนล่วงหน้าทางอากาศ E-2D Hawkeye 1 ฝูงบิน และฝูงบินเฮลิคอปเตอร์อีก 2 ฝูงบิน

ในการเดินทางปฏิบัติภารกิจ เรือบรรทุกเครื่องบินจะเคลื่อนกำลังในรูปแบบ หมู่เรือบรรทุกเครื่องบินโจมตี (Carrier Strike Group) เสมอ โดย USS Abraham Lincoln สังกัดหมู่เรือโจมตีที่ 3 (CSG-3) จากฐานทัพเรือซานดิเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งในการปฏิบัติการครั้งนี้มีเรือพิฆาตคุ้มกันอย่างน้อย 3 ลำร่วมขบวน ได้แก่ USS Frank E. Petersen Jr. (DDG-121), USS Spruance (DDG-111) และ USS Michael Murphy (DDG-112) ซึ่งติดตั้งระบบอาวุธป้องกันภัยทางอากาศและขีปนาวุธตระกูล SM-2, SM-3, SM-6, ESSM รวมถึงจรวดร่อน Tomahawk สำหรับโจมตีภาคพื้นดิน

บทบาทของเรือบรรทุกเครื่องบินจึงเปรียบเสมือนหัวใจหลักในการแผ่อำนาจทางทหาร (Force Projection) และเป็นด่านหน้าในการรับมือวิกฤตการณ์ทั่วโลก ดังคำกล่าวอันเป็นที่จดจำของอดีตประธานาธิบดี บิล คลินตัน เมื่อปี 1993 ที่ว่า “เมื่อมีข่าววิกฤตเกิดขึ้น คำถามแรกที่ออกจากปากทุกคนในวอชิงตันเสมอคือ: เรือบรรทุกเครื่องบินที่ใกล้ที่สุดอยู่ที่ไหน”