1. ขยับขาก่อนลุก

ก่อนลุกจากเตียง ให้กระดกปลายเท้า หมุนข้อเท้า หรืองอและเหยียดขาเบา ๆ ประมาณ 10–20 ครั้ง พร้อมเกร็งกล้ามเนื้อน่อง ต้นขา และก้น เพื่อช่วยกระตุ้นให้เลือดไหลกลับเข้าสู่หัวใจ

2. เปลี่ยนจากท่านอนเป็นท่านั่งทีละขั้น

พลิกตัวตะแคงก่อน ใช้แขนช่วยดันลำตัวขึ้น แล้วค่อย ๆ ห้อยขาลงข้างเตียง หลีกเลี่ยงการลุกพรวดจากท่านอนมาเป็นท่านั่ง เพราะอาจทำให้เกิดอาการหน้ามืดกะทันหัน

3. นั่งพักที่ขอบเตียงก่อนยืน

หลังลุกนั่งแล้ว ให้พักประมาณ 30–60 วินาที หรือรอจนรู้สึกว่าศีรษะปลอดโปร่ง ระหว่างนั้นอาจกระดกปลายเท้า ยกส้นเท้าสลับกัน หรือย่ำเท้าเบา ๆ เพื่อช่วยกระตุ้นการไหลเวียน

4. จับจุดยึดที่มั่นคงแล้วค่อยยืน

วางเท้าทั้งสองข้างให้เต็มพื้น เอนตัวมาด้านหน้าเล็กน้อย แล้วใช้แรงจากขาร่วมกับมือดันตัวขึ้นช้า ๆ ควรจับราว ที่วางแขนของเก้าอี้ หรือเฟอร์นิเจอร์ที่แข็งแรง ไม่ควรใช้โต๊ะเล็กหรือเก้าอี้ล้อเลื่อนเป็นที่พยุง

5. ยืนนิ่งก่อนเริ่มเดิน

เมื่อยืนขึ้นแล้ว ให้จับจุดพยุงและยืนนิ่งประมาณ 10–30 วินาที ตรวจดูว่ามีอาการวูบ โคลงเคลง หรือมองเห็นไม่ชัดหรือไม่ เมื่อมั่นใจว่าทรงตัวได้จึงค่อยเริ่มเดินช้า ๆ

หากหน้ามืดควรทำอย่างไร?

  • หยุดเคลื่อนไหวทันที
  • นั่งหรือนอนลงในบริเวณที่ปลอดภัย
  • หากนอนได้ ให้ยกขาสูงขึ้นเล็กน้อย
  • รอให้อาการหายสนิทก่อนค่อยลุกใหม่
  • ไม่ควรฝืนเดิน เพราะอาจหกล้มและได้รับบาดเจ็บ

วิธีลดโอกาสเกิดอาการ

  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ หากแพทย์ไม่ได้สั่งจำกัดน้ำ
  • หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนท่ากะทันหัน โดยเฉพาะหลังตื่นนอน
  • ระวังหลังอาบน้ำร้อน ออกกำลังกาย หรืออยู่ในที่อากาศร้อน
  • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป
  • ไม่หยุดยาประจำหรือเพิ่มปริมาณเกลือเอง
  • เก็บสิ่งกีดขวางรอบเตียงเพื่อลดความเสี่ยงจากการหกล้ม

ควรพบแพทย์หากหน้ามืดเกิดขึ้นบ่อย อาการรุนแรงขึ้น เคยเป็นลมหรือหกล้ม หรือเริ่มมีอาการหลังใช้ยาชนิดใหม่ ส่วนอาการหน้ามืดร่วมกับเจ็บหน้าอก หายใจลำบาก ใจสั่นรุนแรง ปวดศีรษะรุนแรง แขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด สับสน หรือหมดสติ ควรรับการรักษาฉุกเฉิน