เกราะป้องกันผิวทำหน้าที่อะไร?

ผิวหนังชั้นนอกทำหน้าที่คล้ายกำแพง ประกอบด้วยเซลล์ผิวและไขมันที่ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้น พร้อมป้องกันสารระคายเคือง สารก่อภูมิแพ้ และจุลชีพจากภายนอก

เมื่อสัมผัสสบู่ น้ำร้อน แอลกอฮอล์ หรือน้ำยาทำความสะอาดบ่อยเกินไป ไขมันระหว่างเซลล์ผิวอาจลดลง น้ำจึงระเหยออกจากผิวได้ง่ายขึ้น หากไม่ได้เติมความชุ่มชื้น ผิวอาจเกิดการอักเสบและพัฒนาเป็นผื่นระคายเคืองหรือผื่นแพ้สัมผัสได้

อาการที่บ่งบอกว่าเกราะป้องกันผิวเริ่มอ่อนแอ ได้แก่

  • ผิวตึงหลังล้างมือ
  • ผิวหยาบและมีขุย
  • แสบเมื่อโดนน้ำหรือเจลแอลกอฮอล์
  • คันหรือมีผื่นแดง
  • ร่องนิ้วและข้อนิ้วแตก
  • ปลายนิ้วลอก
  • มีเลือดซึมจากรอยแตก

5 วิธีดูแลมือให้ชุ่มชื้น

1. ล้างด้วยน้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิปกติ

น้ำร้อนจัดอาจชะล้างน้ำมันตามธรรมชาติของผิวและทำให้อาการแห้งรุนแรงขึ้น ควรใช้น้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิปกติ พร้อมล้างมือให้ทั่วฝ่ามือ หลังมือ ซอกนิ้ว ปลายนิ้ว รอบเล็บ และนิ้วหัวแม่มือ

การล้างมือควรใช้เวลาตามหลักสุขอนามัย แต่ไม่จำเป็นต้องขัดแรงหรือฟอกสบู่นานกว่าที่แนะนำ เพราะแรงเสียดสีและการสัมผัสสารทำความสะอาดเป็นเวลานานอาจทำให้ผิวระคายเคืองมากขึ้น

CDC แนะนำให้หลีกเลี่ยงน้ำร้อนเพื่อลดความแห้งของผิว และเน้นล้างมือในช่วงเวลาที่จำเป็น เช่น เมื่อมือสกปรก ก่อนรับประทานอาหาร และหลังเข้าห้องน้ำ CDC

2. เลือกสบู่อ่อนโยนและไม่มีน้ำหอม

ผู้ที่ผิวแห้งหรือแพ้ง่ายควรเลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่อ่อนโยน ไม่มีน้ำหอม และไม่มีสี หากผลิตภัณฑ์ชนิดเดิมทำให้ผิวตึง แสบ หรือคันทุกครั้งหลังใช้ ควรเปลี่ยนสูตร

คำว่า “ไม่มีน้ำหอม” หรือ Fragrance-free เหมาะกับผิวระคายเคืองมากกว่าคำว่า “ไม่มีกลิ่น” หรือ Unscented เพราะผลิตภัณฑ์ไม่มีกลิ่นอาจยังมีสารแต่งกลิ่นหรือสารที่ใช้กลบกลิ่นเดิมอยู่

ไม่จำเป็นต้องเลือกสบู่ที่ทำให้เกิดฟองมาก เพราะปริมาณฟองไม่ได้บอกประสิทธิภาพในการทำความสะอาด และผลิตภัณฑ์ที่ชะล้างมากเกินไปอาจยิ่งทำให้ผิวแห้ง

หากมีผื่นเรื้อรัง แพทย์หรือเภสัชกรอาจแนะนำผลิตภัณฑ์ทดแทนสบู่หรือ Emollient Wash ที่เหมาะกับสภาพผิว

3. ทาครีมทันทีหลังล้างมือ

หลังล้างมือควรซับเบา ๆ ด้วยผ้าหรือกระดาษสะอาด ไม่ควรถูแรง จากนั้นทามอยส์เจอไรเซอร์ขณะที่ผิวยังชื้นเล็กน้อย เพื่อช่วยกักเก็บน้ำไว้ในผิว

ควรทาให้ทั่วบริเวณต่อไปนี้

  • หลังมือ
  • ฝ่ามือ
  • ซอกนิ้ว
  • ข้อนิ้ว
  • ปลายนิ้ว
  • รอบเล็บและจมูกเล็บ

การทาครีมหลังล้างมือไม่ได้ลดประสิทธิภาพของการล้างมือ แต่ช่วยลดความแห้งและเสริมการทำงานของเกราะป้องกันผิว aad.org

หากใช้เจลแอลกอฮอล์ ให้รอจนมือแห้งสนิทแล้วจึงทาครีม ไม่ควรผสมครีมกับเจลแอลกอฮอล์ก่อนถูมือ

4. เลือกครีมหรือขี้ผึ้งที่เหมาะกับระดับความแห้ง

โลชั่นมีน้ำมากและเนื้อเบา แต่กักเก็บความชุ่มชื้นได้น้อยกว่าครีมหรือขี้ผึ้ง สำหรับมือที่แห้งมาก ควรเลือกผลิตภัณฑ์เนื้อเข้มข้น ไม่มีน้ำหอมและสี

ส่วนผสมที่มักพบในผลิตภัณฑ์ให้ความชุ่มชื้น ได้แก่

  • Petrolatum
  • Mineral Oil
  • Glycerin
  • Ceramides
  • Dimethicone
  • Hyaluronic Acid
  • Shea Butter

ครีมเหมาะสำหรับใช้ระหว่างวันเพราะซึมง่าย ส่วนขี้ผึ้งหรือ Ointment เหมาะกับผิวแห้งแตกและการทาก่อนนอน เพราะมีน้ำมันมากและช่วยลดการสูญเสียน้ำได้ดีกว่า NHS

หากทาแล้วแสบเล็กน้อยเพียงชั่วครู่ อาจเกิดจากผิวที่แตก แต่หากแสบร้อนมาก ผื่นแดงขึ้น หรือมีตุ่มใหม่ ควรหยุดใช้และปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์

5. ลดการสัมผัสสารระคายเคืองและใช้ถุงมือให้ถูกประเภท

การล้างจาน ซักผ้า ทำความสะอาดบ้าน ทำสวน หรือสัมผัสสารเคมีซ้ำ ๆ อาจทำให้ผิวมืออักเสบ แม้จะทาครีมเป็นประจำแล้วก็ตาม

วิธีป้องกัน ได้แก่

  • สวมถุงมือเมื่อล้างจานหรือใช้น้ำยาทำความสะอาด
  • เลือกถุงมือที่พอดี ไม่รัดหรือหลวมเกินไป
  • หากต้องใส่นาน ให้ใช้ถุงมือผ้าฝ้ายรองด้านใน
  • ถอดถุงมือเมื่อมีเหงื่อหรือความชื้นสะสม
  • ไม่ใช้ถุงมือที่เปียกด้านในซ้ำ
  • ทาครีมหลังเสร็จงานและล้างมือแล้ว

การใส่ถุงมือยางเป็นเวลานานอาจทำให้เหงื่อและความอับชื้นกระตุ้นผื่นได้ ผู้ที่คันหรือมีผื่นทุกครั้งหลังใช้ถุงมือบางประเภทอาจแพ้วัสดุหรือสารเคมีในถุงมือ ควรเปลี่ยนชนิดและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหากอาการไม่ดีขึ้น

สูตรฟื้นฟูมือแห้งก่อนนอน

ผู้ที่มือแห้งมากอาจเพิ่มการดูแลตอนกลางคืน ดังนี้

  1. ล้างมือด้วยผลิตภัณฑ์อ่อนโยน
  2. ซับมือให้หมาด
  3. ทาครีมหรือขี้ผึ้งเนื้อเข้มข้นให้ทั่ว
  4. เน้นบริเวณข้อนิ้ว ปลายนิ้ว และรอยแตก
  5. สวมถุงมือผ้าฝ้ายสะอาดหากไม่รู้สึกอึดอัด
  6. หลีกเลี่ยงการใช้ครีมที่มีน้ำหอมหรือสารผลัดเซลล์บริเวณรอยแตก

ไม่ควรทากาวปิดแผล ยาสมุนไพรที่ไม่ทราบส่วนผสม หรือครีมสเตียรอยด์ต่อเนื่องด้วยตนเอง เพราะอาจเกิดการระคายเคืองหรือปิดบังอาการติดเชื้อ

ผิวแห้งธรรมดาหรือผื่นแพ้สัมผัส?

ผิวแห้งธรรมดามักตึง หยาบ และลอกเล็กน้อย แต่หากมีอาการคันมาก แดง บวม แตกเป็นร่อง มีตุ่มน้ำ หรือน้ำเหลืองซึม อาจเป็นผื่นผิวหนังอักเสบจากการสัมผัส

ผื่นชนิดนี้อาจเกิดจากการระคายเคืองสะสม หรือเกิดจากการแพ้ส่วนผสมบางชนิด เช่น น้ำหอม สารกันเสีย โลหะ ยาง หรือสารเคมีในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด NHS ระบุว่าผื่นแพ้สัมผัสอาจทำให้ผิวคัน แห้ง แตก และเกิดตุ่มน้ำได้ การดูแลสำคัญคือค้นหาและลดการสัมผัสสิ่งกระตุ้น พร้อมใช้สารให้ความชุ่มชื้นอย่างสม่ำเสมอ NHS

เมื่อใดควรพบแพทย์?

ควรปรึกษาแพทย์หรือแพทย์ผิวหนังเมื่อ

  • ดูแลด้วยตนเองแล้วอาการไม่ดีขึ้น
  • ผื่นลามหรือคันจนรบกวนการนอน
  • ผิวแตกจนเลือดออกซ้ำ
  • มีตุ่มน้ำจำนวนมาก
  • ผิวบวม แดง ร้อน หรือปวดมากขึ้น
  • มีหนอง น้ำเหลือง กลิ่นผิดปกติ หรือไข้
  • สงสัยว่าแพ้ถุงมือ สบู่ หรือผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในงาน
  • อาการกำเริบบ่อยและกระทบการทำงาน
  • มีโรคผิวหนังเดิม เช่น ภูมิแพ้ผิวหนังหรือสะเก็ดเงิน

ผู้ที่เป็นเบาหวาน มีภูมิคุ้มกันต่ำ หรือกำลังใช้ยากดภูมิคุ้มกัน ควรพบแพทย์เร็วขึ้นเมื่อมีรอยแตก แผล หรือสัญญาณติดเชื้อ

สรุปแล้ว การล้างมือบ่อยอาจทำให้เกราะป้องกันผิวอ่อนแอลงหากใช้น้ำร้อน ผลิตภัณฑ์รุนแรง หรือไม่ทาครีมทดแทนความชุ่มชื้น แต่ทางแก้ไม่ใช่การหยุดล้างมือ ควรปรับวิธีล้าง เลือกผลิตภัณฑ์อ่อนโยน ทามอยส์เจอไรเซอร์ทันที และป้องกันมือจากสารระคายเคือง