เสียงแบบใดเรียกว่า “เสียงดังในหู”?

ผู้ที่มีภาวะนี้อาจได้ยินเสียงแตกต่างกัน เช่น

  • เสียงวิ้งหรือเสียงแหลม
  • เสียงหึ่งหรือเสียงจี่
  • เสียงซ่าเหมือนคลื่นวิทยุ
  • เสียงฟู่หรือเสียงลม
  • เสียงคลิก
  • เสียงตุบตามจังหวะ
  • เสียงคล้ายดนตรีหรือเสียงร้อง

เสียงอาจเกิดข้างเดียว สองข้าง หรือรู้สึกว่าอยู่ภายในศีรษะ อาจดังเป็นพัก ๆ หรือได้ยินต่อเนื่อง โดยส่วนใหญ่มีเพียงผู้ที่เกิดอาการเท่านั้นที่ได้ยิน NIDCD

5 อาการที่ไม่ควรมองข้าม

1. มีเสียงดังในหูพร้อมการได้ยินลดลงอย่างฉับพลัน

หากจู่ ๆ รู้สึกว่าหูข้างหนึ่งได้ยินเบาลง เสียงพูดเหมือนอยู่ไกล หูอื้อแน่น หรือใช้โทรศัพท์ข้างเดิมแล้วได้ยินไม่ชัด พร้อมมีเสียงวิ้งหรือเสียงหึ่ง ควรไปโรงพยาบาลทันที

ภาวะประสาทหูชั้นในเสื่อมเฉียบพลันอาจเกิดขึ้นภายในครั้งเดียวหรือค่อย ๆ ชัดขึ้นในเวลาไม่กี่วัน ผู้ป่วยบางคนเข้าใจผิดว่าเป็นขี้หูอุดตัน ภูมิแพ้ หรือน้ำเข้าหูจนรอให้อาการหายเอง แต่การรักษาที่ล่าช้าอาจลดโอกาสฟื้นตัวของการได้ยิน NIDCD

สิ่งที่ควรทำ

  • หยุดใช้หูฟังและหลีกเลี่ยงเสียงดัง
  • ไม่หยอดยาหรือแคะหูด้วยตนเอง
  • เข้ารับการตรวจจากแพทย์หรือแพทย์หู คอ จมูกโดยเร็ว
  • ไม่รอดูอาการหลายวัน แม้ไม่มีอาการปวดหู

2. ได้ยินเสียงตุบหรือเสียงฟู่ตามจังหวะชีพจร

หากเสียงในหูดังเป็นจังหวะเดียวกับการเต้นของหัวใจ เรียกว่า Pulsatile Tinnitus ซึ่งแตกต่างจากเสียงแหลมต่อเนื่องที่พบได้ทั่วไป

อาการนี้อาจเกี่ยวข้องกับการไหลเวียนเลือดบริเวณศีรษะและลำคอ จึงควรพบแพทย์เพื่อประเมิน โดยเฉพาะเมื่อเกิดข้างเดียว เป็นต่อเนื่อง หรือเริ่มขึ้นใหม่ แพทย์อาจตรวจหู ตรวจการได้ยิน วัดความดัน หรือพิจารณาตรวจภาพถ่ายเพิ่มเติมตามความเหมาะสม nhs.uk

ไม่ควรพยายามกดคอหรือหลอดเลือดด้วยตนเองเพื่อทดสอบว่าเสียงหยุดหรือไม่ เพราะอาจเป็นอันตรายได้

3. มีเสียงดังในหูเพียงข้างเดียวอย่างต่อเนื่อง

เสียงดังในหูข้างเดียวไม่ได้หมายถึงโรคร้ายเสมอไป อาจเกิดจากขี้หูอุดตัน การอักเสบ หรือการได้ยินของสองข้างไม่เท่ากัน แต่หากเกิดซ้ำบ่อย เป็นต่อเนื่อง หรือดังชัดขึ้นเรื่อย ๆ ควรตรวจหูและตรวจการได้ยิน

ควรสังเกตอาการร่วม เช่น

  • ได้ยินข้างหนึ่งเบากว่าอีกข้าง
  • รู้สึกแน่นหรือเต็มหู
  • มีอาการปวดหูหรือมีของเหลวไหล
  • เวียนศีรษะหรือเสียการทรงตัว
  • เสียงเปลี่ยนลักษณะอย่างชัดเจน

แนวทางของ NICE แนะนำให้พิจารณาส่งตรวจผู้ที่มีเสียงดังในหูข้างเดียวอย่างต่อเนื่อง หรือมีการได้ยินสองข้างไม่เท่ากัน NICE

4. มีอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน หน้าอ่อนแรง หรืออาการทางระบบประสาทร่วมด้วย

หากเสียงดังในหูเกิดพร้อมอาการบ้านหมุนรุนแรง เดินเซ ใบหน้าอ่อนแรง พูดไม่ชัด แขนขาอ่อนแรง หรือชาฉับพลัน ควรไปห้องฉุกเฉินทันที

อาการเหล่านี้ไม่ใช่ลักษณะของเสียงดังในหูทั่วไป และอาจสัมพันธ์กับความผิดปกติของหูชั้นใน ระบบประสาท หรือโรคหลอดเลือดสมอง โดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน nhs.uk

หากมีหน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรง หรือพูดไม่ชัด ให้โทรแจ้งสายด่วนการแพทย์ฉุกเฉิน 1669 ไม่ควรขับรถไปโรงพยาบาลเอง

5. เสียงรบกวนการนอน สมาธิ อารมณ์ หรือชีวิตประจำวัน

แม้ตรวจแล้วไม่พบสาเหตุอันตราย แต่อาการเสียงดังในหูที่เกิดเป็นประจำอาจกระทบคุณภาพชีวิต เช่น

  • หลับยากหรือตื่นกลางคืน
  • ไม่มีสมาธิในการเรียนหรือทำงาน
  • หงุดหงิด วิตกกังวล หรือเครียด
  • หลีกเลี่ยงสถานที่เงียบเพราะกลัวได้ยินเสียง
  • เสียงดังขึ้นจนรบกวนการสนทนา
  • รู้สึกหมดหวังหรือไม่สามารถรับมือได้

ผู้ที่มีอาการเป็นประจำ อาการแย่ลง หรือกระทบการนอนและสุขภาพใจ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุและวางแผนดูแล ไม่จำเป็นต้องรอจนเสียงดังมากที่สุดจึงค่อยไปตรวจ nhs.uk

สาเหตุใกล้ตัวที่พบได้

เสียงดังในหูอาจสัมพันธ์กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น

  • ฟังเพลงหรือใช้หูฟังเสียงดัง
  • อยู่ใกล้ลำโพง เครื่องจักร เสียงปืน หรือเสียงระเบิด
  • การได้ยินลดลงตามวัย
  • ขี้หูอุดตัน
  • การติดเชื้อหรือการอักเสบภายในหู
  • ยาบางชนิด
  • การบาดเจ็บที่ศีรษะ
  • ปัญหาข้อต่อขากรรไกรหรือกล้ามเนื้อคอในบางราย
  • ความผิดปกติของการไหลเวียนเลือดบางประเภท

การพบสาเหตุจำเป็นต้องอาศัยประวัติ การตรวจช่องหู และการตรวจการได้ยิน ไม่ควรวินิจฉัยจากลักษณะเสียงเพียงอย่างเดียว

วิธีดูแลเบื้องต้น

ใช้เสียงพื้นหลังเบา ๆ

ไม่จำเป็นต้องอยู่ในความเงียบสนิท สามารถเปิดพัดลม เสียงธรรมชาติ หรือเพลงเบา ๆ เพื่อช่วยลดความเด่นของเสียงในหู โดยตั้งระดับเสียงให้เบาและสบาย ไม่ควรใช้หูฟังเสียงดังเพื่อกลบอาการ

ป้องกันหูเมื่อต้องเจอเสียงดัง

หากทำงานใกล้เครื่องจักร อยู่ในคอนเสิร์ต หรือบริเวณที่มีเสียงดัง ควรใช้อุปกรณ์ป้องกันการได้ยินที่เหมาะสม และพักออกจากบริเวณเสียงดังเป็นระยะ

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรใส่ที่อุดหูตลอดเวลาในสภาพแวดล้อมปกติ เพราะความเงียบที่มากขึ้นอาจทำให้รับรู้เสียงในหูเด่นกว่าเดิม

หลีกเลี่ยงการแคะหู

ไม่ควรใช้คอตตอนบัด กิ๊บ หรืออุปกรณ์อื่นสอดเข้าไปในช่องหู เพราะอาจดันขี้หูเข้าไปลึก ทำให้ผิวช่องหูบาดเจ็บ หรือกระทบแก้วหูได้ หากสงสัยว่าขี้หูอุดตันควรให้บุคลากรทางการแพทย์ตรวจ

ทบทวนยาโดยไม่หยุดยาเอง

ยาบางชนิดอาจเกี่ยวข้องกับเสียงดังในหู หากอาการเริ่มหลังใช้ยาหรือปรับขนาดยา ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกร แต่ไม่ควรหยุดยาที่แพทย์สั่งด้วยตนเอง

จดบันทึกอาการ

ควรบันทึกว่าเสียงเกิดข้างใด เริ่มเมื่อใด ดังตลอดเวลาหรือเป็นบางช่วงสัมพันธ์กับชีพจรหรือไม่ และมีการได้ยินลดลง เวียนศีรษะ หรือปวดหูร่วมด้วยหรือไม่ ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้แพทย์ประเมินได้แม่นยำขึ้น

การตรวจอาจประกอบด้วยอะไรบ้าง?

แพทย์อาจตรวจช่องหูเพื่อดูขี้หู การติดเชื้อ หรือความผิดปกติของแก้วหู จากนั้นอาจตรวจการได้ยินและประเมินระบบประสาท หากเป็นเสียงตามชีพจร เกิดข้างเดียว หรือมีอาการผิดปกติร่วม อาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติม เช่น MRI, CT หรืออัลตราซาวนด์ตามข้อบ่งชี้ NIDCD

เสียงดังในหูที่ได้ยินชัดเมื่ออยู่ในที่เงียบอาจเป็นเพียงอาการชั่วคราว แต่ไม่ควรมองข้ามหากเกิดพร้อมการได้ยินลดลงอย่างฉับพลัน เสียงตามชีพจร อาการข้างเดียวต่อเนื่อง บ้านหมุน หรืออาการทางระบบประสาท การตรวจเร็วช่วยค้นหาสาเหตุที่รักษาได้และลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียการได้ยินถาวร