ในงานพระราชพิธีถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ประจำปี 2569 ที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่และสมพระเกียรติด้วยเรือพระราชพิธีรวม 52 ลำ ความยาวขบวนกว่า 1,280 เมตร ภายใต้แนวคิดการจัดรูปขบวนแบบ "ดาวล้อมเดือน" นั้น แม้สายตาของผู้ชมส่วนใหญ่จะจับจ้องไปที่ความตระการตาของเรือพระที่นั่งทั้ง 4 ลำ ซึ่งเป็นศูนย์กลางความสง่างามเสมือน "ดวงเดือน" ในสายกลาง แต่ในมิติของแบบแผนโบราณราชประเพณีและการรักษาความปลอดภัย กลุ่มเรือบริวารที่ทำหน้าที่เป็นดวงดาวโอบล้อมอารักขาขบวนเรือด่านนอกสุดอย่างเข้มแข็ง คือ "เรือดั้ง" และ "เรือแซง" ซึ่งเป็นโครงสร้างหลักและเกราะป้องกันใน "ริ้วสายนอก" ทั้งสองข้าง
🛡️ เรือดั้ง: โล่พิทักษ์ด่านหน้าแห่งริ้วขบวน
"เรือดั้ง" มีเอกลักษณ์ทางกายภาพคือเป็นเรือไม้ทาสีน้ำมันเรียบง่าย ไม่มีลวดลายแกะสลักซับซ้อนเหมือนเรือพระที่นั่ง และไม่มีชื่อเรียกเฉพาะเจาะจงเหมือนเรือลำอื่นในขบวน แต่ใช้การเรียกชื่อตามลำดับตัวเลขอย่างเป็นระบบตั้งแต่ "เรือดั้ง 1 ถึง เรือดั้ง 22"



ในการจัดรูปริ้วขบวนพยุหยาตราทางชลมารคปัจจุบันที่แบ่งออกเป็น "5 ริ้ว 3 สาย" ได้จัดวางเรือดั้งจำนวน 22 ลำไว้ในริ้วสายนอกขนาบซ้ายและขวา สายละ 11 ลำ ประจำอยู่บริเวณส่วนหน้าและช่วงกลางของสายนอก ทำหน้าที่ป้องกันกระบวนเรือหน้า เป็น "โล่กำบัง" สกัดกั้น คัดท้าย และป้องกันไม่ให้ภัยอันตรายหรือสิ่งรบกวนใดๆ ล่วงล้ำเข้ามาถึงริ้วขบวนชั้นในและสายเรือพระที่นั่งได้ โดยในทางประวัติศาสตร์การรบ เรือดั้งคือแนวหน้าที่ป้องกันการโจมตีจากทางด้านข้างขบวน ขณะที่ในปัจจุบัน เรือดั้งทำหน้าที่เป็นโครงสร้างหลักที่ช่วยควบคุมความสมดุล ทิศทาง และความกว้างของขบวนเรือพระราชพิธี ให้เคลื่อนตัวไปได้อย่างราบรื่น ปลอดภัย และเป็นระเบียบตลอดเส้นทาง


ในมิติการสืบสานประวัติศาสตร์ แม้ไม่พบหลักฐานแน่ชัดว่าเรือดั้งถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในรัชสมัยใด แต่ได้รับการดูแล บูรณะ และจัดสร้างเพิ่มเติมมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี พ.ศ. 2506 กรมอู่ทหารเรือได้ดำเนินการต่อ "เรือดั้ง 6" ขึ้นมาใหม่ และในปี พ.ศ. 2524 ได้ทำการซ่อมแซมครั้งใหญ่แก่เรือดั้งทั้งหมด เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับงานพระราชพิธีสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี
⚓ เรือแซง: หน่วยอารักขาและรักษาการณ์คล่องตัวสูง
อีกหนึ่งกลุ่มเรือที่มีความสำคัญยิ่งในริ้วขบวนคือ "เรือแซง" ซึ่งเป็นเรือกราบขนาดเล็กและมีความเร็ว ทำหน้าที่เป็นเรืออารักขาพระมหากษัตริย์เปรียบเสมือนทหารมหาดเล็กที่สามารถแซงเรือในขบวนมาอารักขาได้ ตัวเรือมีลักษณะหัวเรือเชิดขึ้นเหนือแนวน้ำทาสีดำ โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 7 ลำ (เรียงลำดับตั้งแต่นาม "เรือแซง 1 ถึง เรือแซง 7")



การจัดวางตำแหน่งของเรือแซงในริ้วขบวน แบ่งออกเป็น:
ริ้วสายนอก (6 ลำ): จัดวางอยู่บริเวณท้ายสุดของริ้วสายนอกซ้ายและขวา ได้แก่ แซงด้านขวา 3 ลำ (เรือแซง 1, 3, 5) และแซงด้านซ้าย 3 ลำ (เรือแซง 2, 4, 6) โดยเรือแซง 1 ถึง 6 มีความยาวลำละ 23.2 เมตร ความกว้างระหว่าง 1.40 - 1.62 เมตร ใช้กำลังพลประจำเรือประกอบด้วย นายเรือ 1 นาย, นายท้าย 2 นาย, พลสัญญาณ 1 นาย และฝีพาย 24 นาย
ท้ายริ้วกลาง (1 ลำ): ได้แก่ "เรือแซง 7" ทำหน้าที่ปิดท้ายริ้วกลางของขบวน มีความยาว 24.7 เมตร กว้าง 1.5 เมตร และใช้ฝีพาย 30 นาย

ประวัติศาสตร์เรือแซงมีบันทึกว่า ในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้จัดเรือแซงทหารจำนวน 4 ลำไว้ท้ายขบวน ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 ได้เพิ่มเรือแซงสำหรับพระตำรวจอีก 2 ลำ และในสมัยรัชกาลที่ 7 ได้มีการปรับตัดเรือแซงของพระตำรวจออกไป พร้อมเปลี่ยนชื่อเรือแซงทหารเป็น "เรือแซง" สืบต่อมาถึงปัจจุบัน
การทำงานร่วมกันของกลุ่มเรืออารักขา โดยเฉพาะกำลังพลในริ้วสายนอกที่แบ่งออกเป็นขนาบข้างฝั่งละ 14 ลำ (รวมซ้าย-ขวาเป็น 28 ลำ) ร่วมกับเรือแซง 7 ที่ปิดท้ายริ้วกลาง ทำหน้าที่เป็นแนวอารักขาและควบคุมรูปขบวนอย่างเป็นระเบียบ แม้ว่าจะไม่ใช่เรือที่ประดับตกแต่งด้วยทองคำหรือมีโขนเรือเป็นรูปสัตว์หิมพานต์อันวิจิตร แต่หากขาดกลุ่มเรืออารักขาด่านนอกเหล่านี้ไป ขบวนพยุหยาตราทางชลมารคก็จะไม่สามารถรักษารูปขบวน 5 ริ้ว 3 สาย ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจในมรดกทางวัฒนธรรมและแบบแผนโบราณราชประเพณีทางชลมารคที่ได้รับการสืบทอดมาอย่างยาวนาน
ขอขอบคุณข้อมูลจาก: กรมกิจการพลเรือนทหารเรือ / กองทัพเรือ Royal Thai Navy




