เบน ฅนขลัง ควง ณัฐผี นำมวลชนนับร้อย ร้อง บช.ก. อ้างถูกทนายอินฟลูฯ หญิง กับชายคนสนิทข่มขู่ คุกคาม

เบน ฅนขลัง ควง ณัฐผี นำมวลชนนับร้อย ร้อง บช.ก. อ้างถูกทนายอินฟลูฯ หญิง กับชายคนสนิทข่มขู่ คุกคาม ติดตามถ่ายภาพ ปมขัดแย้งจัดงานบุญ ลั่นอดทนมาหลายเดือน วันนี้ขอใช้กฎหมายพิสูจน์ความจริง “ถ้าผมไม่ดี ก็ให้กฎหมายตัดสิน ไม่ใช่ใช้กฎหมู่หรือใช้แสงจากใคร”

วันที่ 29 ต.ค.2569 ที่บริเวณด้านหน้าศูนย์รับแจ้งความ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) นายไตรพล นาคสมบูรณ์ หรือ “เบน ฅนขลัง คลังวิชา” นามปากกานักเขียนสายพระ พร้อมด้วยนายณัฐผี ยูทูบเบอร์ช่อง “ณัฐผี Official” และกลุ่มผู้สนับสนุนที่เดินทางมาให้กำลังใจหลายร้อยคน เดินทางเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษกรณีกล่าวอ้างว่าถูกทนายความหญิงซึ่งเป็นอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังและชายคนสนิทข่มขู่ คุกคาม และติดตามถ่ายภาพ ภายหลังเกิดความขัดแย้งเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมทำบุญที่วัดแห่งหนึ่งในภาคเหนือ

นายไตรพลเปิดเผยว่า การเดินทางมาร้องทุกข์ในวันนี้ เนื่องจากมองว่าตำรวจเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชนที่ต้องการความเป็นธรรม โดยต้องการเรียกร้องความยุติธรรมให้กับตนเอง ครอบครัว และหมู่คณะ หลังถูกข่มขู่คุกคามจากทนายความหญิงซึ่งเป็นอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง ชายคนสนิท และมีการใช้บัญชีเฟซบุ๊กอวตารโพสต์ข้อความพาดพิงภายหลังเกิดปัญหาขัดแย้งกัน ตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา ตนถูกโพสต์ข้อความพาดพิงและกล่าวหา รวมถึงมีพฤติกรรมติดตามถ่ายภาพขณะเดินห้างสรรพสินค้าในจังหวัดนนทบุรี ตลอดจนติดตามถ่ายภาพตนและเพื่อนที่เดินทางไปทำกิจกรรมด้วยกัน โดยยืนยันว่า หากตนกระทำความผิดหรือมีสิ่งใดไม่ถูกต้อง ก็ต้องการให้กฎหมายเป็นผู้ตัดสิน
“ถ้าผมไม่ดีอะไรก็ตาม ควรที่จะให้กฎหมายตัดสิน ไม่ใช่ใช้กฎหมู่หรือใช้แสงจากใคร สิ่งที่คุณทำมันโหดร้ายกับผมและครอบครัวมาก ระยะเวลานับเดือนที่ผมต้องเผชิญเรื่องเหล่านี้ ผมแค่ไปทำบุญ ทุกอย่างในการทำบุญมีการเปิดรับบริจาค ปิดรับบริจาค และชี้แจงอย่างถูกต้อง คุณเป็นนักกฎหมายก็ใช้กฎหมายมาจัดการผม”

นายไตรพลกล่าวต่อว่า หากอีกฝ่ายกล่าวหาว่าถูกนักเขียนรายหนึ่งซึ่งมีเงิน 100 ล้านบาทข่มขู่คุกคาม หรือมีการส่งคนและรถไปดำเนินการบางอย่าง ก็ควรนำเอกสารและหลักฐานไปแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมาย เพราะผู้ที่มีความรู้ด้านกฎหมายย่อมสามารถใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้

ส่วนกลุ่มคนที่เดินทางมาให้กำลังใจในวันนี้ นายไตรพลยืนยันว่าไม่ได้ว่าจ้าง แต่เป็นคนที่รักและเป็นห่วง เปรียบเสมือนครอบครัว บางคนเดินทางมาจากต่างจังหวัดเพื่อร่วมเรียกร้องความเป็นธรรม โดยตนต้องการให้กฎหมายเป็นผู้ตัดสินว่าฝ่ายใดถูกหรือผิด

นายไตรพลกล่าวถึงจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งว่า เกิดขึ้นภายหลังเดินทางไปทำบุญที่วัดแห่งหนึ่งในภาคเหนือ เมื่อเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา โดยมีชายคนสนิทของทนายความหญิงอาสาเข้ามาช่วยจัดการเรื่องการจราจรและการรับส่งประชาชนขึ้นไปยังพื้นที่จัดกิจกรรม ก่อนจะเกิดข้อขัดแย้งเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ซึ่งตนเห็นว่ามีการเรียกเก็บเงินสูงกว่าที่คุยกันไว้ และไม่มีรายละเอียดชี้แจงค่าใช้จ่ายอย่างชัดเจน
นายไตรพลระบุว่า ภายหลังไม่สามารถตกลงเรื่องค่าใช้จ่ายกันได้ ก็เกิดการโพสต์ข้อความพาดพิงและโจมตีตนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือน โดยยืนยันว่าช่วงแรกไม่ได้ตอบโต้ เนื่องจากมองอีกฝ่ายเหมือนน้องและไม่ต้องการให้ปัญหาบานปลาย อีกทั้งไม่อยากให้ครอบครัวต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งดังกล่าว

นายไตรพลกล่าวว่า เดิมทีชายคนสนิทของทนายความหญิงเป็นแฟนคลับของตน ทั้งสองฝ่ายรู้จักและไว้วางใจกันเหมือนพี่น้อง แต่ภายหลังกลับเกิดความขัดแย้งขึ้น โดยตนไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดว่าเกิดจากผลประโยชน์หรือปัจจัยอื่น อย่างไรก็ตาม ตนได้ชี้แจงรายละเอียดการใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการทำบุญแล้ว

ซึ่งหลังเกิดปัญหา มีการโพสต์ข้อความพาดพิงถึงตนและครอบครัว รวมถึงมีการแท็กชื่อและเผยแพร่ข้อความในสื่อสังคมออนไลน์ พร้อมทั้งท้าทายให้ไปสาบานในสถานที่ต่าง ๆ ทั้งที่ตนยืนยันว่าเดินทางไปทำบุญแล้วก็กลับบ้าน ไม่ได้ต้องการมีปัญหากับใคร

นายไตรพลตั้งข้อสงสัยว่า หากตนกระทำไม่ถูกต้องจริง เหตุใดจึงไม่มีการดำเนินการตามกฎหมายตั้งแต่แรก โดยระบุว่าตลอดช่วงเวลาที่เกิดปัญหา ตนอดทนมาโดยตลอด เพราะยังรักและมองอีกฝ่ายเหมือนน้อง จึงไม่อยากตอบโต้หรือทำให้เรื่องบานปลาย กระทั่งเมื่อเดือนที่ผ่านมา ตนตัดสินใจเข้าแจ้งความที่ สน. ในพื้นที่ จ.นนทบุรี หลังพบว่ามีการติดตามถ่ายภาพขณะเดินห้างสรรพสินค้าในจังหวัดนนทบุรี และนำภาพไปเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ ตนได้ขอภาพจากห้างสรรพสินค้ามาตรวจสอบ และพบว่ามีบุคคลติดตามถ่ายภาพจริง จึงต้องการให้ตำรวจตรวจสอบข้อเท็จจริงในประเด็นดังกล่าวด้วย

สำหรับการเดินทางมาที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางในครั้งนี้ นายไตรพลระบุว่า ต้องการร้องทุกข์กล่าวโทษและขอให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบตัวบุคคลที่อยู่เบื้องหลังบัญชีเฟซบุ๊กอวตาร รวมถึงพฤติกรรมการโพสต์ข้อความพาดพิง การแท็กชื่อ และการข่มขู่คุกคามตามที่กล่าวอ้าง เพื่อให้ดำเนินการตามกฎหมายหากพบว่ามีการกระทำความผิด

นายไตรพลกล่าวถึงกรณีที่ชายคนสนิทของทนายความหญิงโพสต์ข้อความว่ารู้จักบุคคลสำคัญหรือผู้มีอำนาจว่า ตนเป็นเพียงประชาชนทั่วไปที่ต้องการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม ไม่ได้มีบุคคลใหญ่โตหรือผู้มีอำนาจคอยช่วยเหลือ พร้อมยืนยันว่าต้องการให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า เคยติดต่อไปสอบถามทนายความหญิงหรือไม่ว่าเหตุใดจึงแท็กชื่อและพาดพิงถึงตน นายไตรพลยอมรับว่าไม่เคยติดต่อไปพูดคุยโดยตรง เนื่องจากก่อนหน้านี้เคยพูดคุยกันแล้วแต่ไม่สามารถทำความเข้าใจกันได้ อีกทั้งไม่ต้องการให้เกิดการเผชิญหน้า จึงเลือกที่จะอดทนและไม่ตอบโต้มาโดยตลอด ส่วนกรณีค่าใช้จ่ายในการรับส่งประชาชนขึ้นไปยังพื้นที่จัดกิจกรรมทำบุญ นายไตรพลกล่าวว่า เมื่อไม่สามารถตกลงค่าใช้จ่ายกันได้ ตนได้แจ้งผ่านหน้าเพจให้ผู้เกี่ยวข้องรับทราบว่าไม่ได้เป็นผู้จัดการเรื่องดังกล่าว และไม่สามารถรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกินกว่าข้อตกลงได้ โดยยืนยันว่าไม่ต้องการให้ความขัดแย้งบานปลาย

ด้านนายณัฐผีได้กล่าวถึงกรณีการเดินทางไปถ่ายทำรายการที่วัดแห่งหนึ่งในภาคเหนือว่า การเดินทางครั้งนั้นเกิดจากการเชิญชวนของชายคนสนิทของทนายความหญิง ภายหลังบันทึกเทปรายการเสร็จสิ้น อีกฝ่ายได้ส่งเอกสารแจ้งห้ามนำเทปดังกล่าวออกอากาศ ซึ่งตนยืนยันว่าได้ปฏิบัติตามเอกสารที่ได้รับแล้ว อย่างไรก็ตาม นายไตรพลกล่าวว่า ยังมีข้อความบางส่วนที่ชายคนสนิทส่งมา ซึ่งทำให้ตนรู้สึกว่าอีกฝ่ายพยายามไม่ให้ตนพูดหรือเปิดเผยเรื่องราวดังกล่าว โดยตั้งคำถามว่า เหตุใดตนจึงไม่สามารถแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับวัดในประเทศไทยได้ ทั้งที่ตนเดินทางไปทำบุญและต้องการนำเสนอเรื่องราวของวัด ซึ่งตนเชื่อว่าเป็นสถานที่สำคัญและอาจเป็นรอยพระพุทธบาทแห่งที่ 3 ของประเทศไทย โดยก่อนหน้านี้ได้เข้าไปสำรวจและถ่ายทำข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ดังกล่าว
นายไตรพลกล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้ไม่กล้าเปิดเผยชื่อหรือพูดถึงประเด็นดังกล่าวอย่างจริงจัง เนื่องจากอีกฝ่ายเคยไปออกรายการหนึ่งจนมีชื่อเสียง และเคยท้าทายให้ตนไปออกรายการด้วยกัน แต่เมื่อตนเป็นฝ่ายท้ากลับเพื่อให้ชี้แจงข้อเท็จจริง กลับไม่ได้รับการตอบรับตามที่คาดหวัง ต้องการให้สังคมมีบรรทัดฐานเดียวกัน ไม่ว่าบุคคลนั้นจะมีชื่อเสียงหรือมีผู้ติดตามจำนวนมากเพียงใด ก็ควรใช้ชื่อเสียงในทางที่เป็นประโยชน์ ไม่ใช่นำไปใช้สร้างความเสียหายหรือกดดันบุคคลอื่น พร้อมกล่าวว่า ภายหลังเกิดปัญหากับทนายความหญิง มีผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์บางส่วนเข้ามาโจมตีและทำให้ตนเสียชื่อเสียง

นายไตรพลยืนยันว่า ไม่ได้ต้องการสร้างกระแสหรือใช้เรื่องนี้เพื่อเรียกความสนใจ เพราะหากต้องการทำเช่นนั้นก็สามารถเปิดเผยเรื่องราวได้ตั้งแต่ก่อนหน้านี้ แต่เลือกที่จะอดทนมาโดยตลอด กระทั่งเห็นว่าไม่สามารถปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไปได้ จึงตัดสินใจเดินทางมาร้องทุกข์เพื่อขอความเป็นธรรม

“ผมอยากใช้ชีวิตสงบกับครอบครัว อยู่กับพี่น้อง ทำบุญแล้วกลับบ้าน แต่ในเมื่อไม่มีทางแล้ว ก็ต้องสู้ จึงต้องมาร้องเรียนขอความยุติธรรม”

ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นคำกล่าวอ้างจากนายไตรพล ซึ่งการตรวจสอบข้อเท็จจริงและการพิจารณาว่าบุคคลใดกระทำความผิดหรือไม่ ต้องเป็นไปตามพยานหลักฐานและกระบวนการทางกฎหมายต่อไป