นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนและผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม ครม.เงา ครั้งที่ 13 โดยมีการหารือแนวทางแก้ไขปัญหากองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) การต่ออายุโครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 การเจรจาการค้าไทย–สหรัฐฯ รวมถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีไม่รับรองร่างกฎหมายสำคัญ 4 ฉบับ

ประเด็น กยศ. ตัวแทนผู้ปกครองและนักศึกษาสะท้อนปัญหาว่า นักศึกษาบางส่วนที่เคยกู้ กยศ. ไม่ได้รับการจัดสรรโควตาในปีนี้ เนื่องจากงบประมาณไม่เพียงพอ ส่งผลให้กองทุนขาดสภาพคล่องและอาจทำให้เยาวชนบางส่วนเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา จึงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งหาแนวทางแก้ไข

นางสาวรักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ระบุว่า ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ กยศ. ขาดสภาพคล่องมาจากผู้กู้รายเก่าที่ชำระเงินคืนไม่เพียงพอ ประกอบกับการปรับแก้กฎหมาย กยศ. ซึ่งลดอัตราดอกเบี้ยและเบี้ยปรับ รวมถึงการลดงบประมาณที่จัดสรรให้กองทุน พร้อมเสนอให้กระทรวงการคลังพิจารณาจัดสรรงบประมาณบางส่วนมาช่วย กยศ. เพื่อให้สามารถเดินหน้าสนับสนุนการศึกษาได้ต่อไป

ด้านพรรคประชาชนยังเสนอให้กระทรวงการคลังเร่งจัดทำแนวทางแก้ปัญหา กยศ. อย่างชัดเจน ขณะที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ควรหารือกับมหาวิทยาลัยเพื่อหาแหล่งทุนและช่องทางสนับสนุนเยาวชนเพิ่มเติม

ส่วนการเจรจาภาษีนำเข้าสินค้าไทยกับสหรัฐฯ นายพิศาล มาณวพัฒน์ ทีมคณะผู้บริหารพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีอัตราภาษีที่มีการพูดถึง 19% โดยเสนอให้นายกรัฐมนตรีใช้โอกาสพบประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หารือเรื่องการปรับโครงสร้างการค้าไทย–สหรัฐฯ รวมถึงการตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้า การแก้ปัญหาสินค้าสวมสิทธิ์ และการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว พร้อมเชิญชวนให้สหรัฐฯ เข้ามาลงทุนในไทย และเสนอให้นายทรัมป์เดินทางเยือนไทยในโอกาสเยือนภูมิภาคอาเซียน

ขณะที่นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงโครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 ซึ่งมีแนวทางช่วยเหลือเดือนละ 500 บาท เป็นเวลา 2 เดือน หรือรวม 1,000 บาท โดยตั้งข้อสังเกตว่าการดำเนินโครงการยังคงใช้รูปแบบรัฐร่วมจ่าย และเห็นว่ารัฐบาลควรพิจารณามาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพในรูปแบบอื่น โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรและประมงที่ยังต้องการความช่วยเหลือ

ด้านนายณัฐพงษ์ กล่าวถึงกรณีนายกรัฐมนตรีไม่รับรองร่างกฎหมาย 4 ฉบับ ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ.การพนัน ร่าง พ.ร.บ.การกระจายอำนาจ ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน และร่าง พ.ร.บ.THACCA โดยตั้งคำถามเกี่ยวกับกระบวนการรับทราบและการใช้อำนาจของนายกรัฐมนตรี พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงกระบวนการพิจารณาให้ชัดเจน