รัฐ–เอกชน เปิดแคมเปญ “โปรสู้ฝุ่น ลด PM2.5 Together”ชวนคนไทยร่วมลดฝุ่น รับมือ PM2.5 ปี 2570

“สุชาติ” ผนึกกำลังรัฐ–เอกชน เปิดแคมเปญ “โปรสู้ฝุ่น ลด PM2.5 Together” ลดค่าดูแลรถสูงสุด 50% ชวนคนไทยร่วมลดฝุ่น รับมือ PM2.5 ปี 2570

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เดินหน้ามาตรการเชิงรุกแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ผนึกกำลังกรุงเทพมหานคร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และพันธมิตรภาคเอกชน เปิดแคมเปญ “โปรสู้ฝุ่น ลด PM2.5 Together” ภายใต้แนวคิด “ดูแลรถ ลดควัน ลดฝุ่น” ชวนประชาชนนำรถยนต์เข้าตรวจเช็คและบำรุงรักษา รับสิทธิประโยชน์ “ส่วนลด 2 ต่อ” ทั้งส่วนลดค่าบริการดูแลรถยนต์สูงสุด 50% และสิทธิพิเศษจากพันธมิตรที่เข้าร่วมโครงการ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 – 31 มีนาคม 2570

ภายในงานเปิดตัวโครงการและเสวนามาตรการรับมือสถานการณ์หมอกควันและฝุ่นละออง ประจำปี 2570 ซึ่งจัดขึ้น ณ ห้องประชุมศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) วันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 โดยมีนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ดร.สุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ และนายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พร้อมด้วย ผู้บริหาร ทส. ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน เข้าร่วม

ดร.สุรินทร์ เปิดเผยว่า รถยนต์ที่มีอายุการใช้งานสูง ขาดการบำรุงรักษา หรือมีระบบเครื่องยนต์และระบบควบคุมมลพิษไม่สมบูรณ์ อาจปล่อยมลพิษและควันดำสูงกว่าปกติ โดยเฉพาะช่วงปลายปีถึงต้นปีที่สภาพอากาศเอื้อต่อการสะสมของฝุ่น PM2.5 ดังนั้นการบำรุงรักษารถยนต์จะเป็นเชิงป้องกัน รวมทั้งเป็นส่งเสริมให้ประชาชนนำรถยนต์เข้าตรวจเช็คสภาพและเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องตามคำแนะนำของผู้ผลิต ซึ่งช่วยดูแล รักษาประสิทธิภาพเครื่องยนต์ ลดการปล่อยมลพิษ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง

ไฮไลต์สำคัญของโครงการ คือ สิทธิประโยชน์ “ส่วนลด 2 ต่อ”

ต่อที่ 1 “ลดค่าดูแลรถ” ประชาชนนำรถยนต์เข้ารับบริการ ณ ศูนย์บริการและสถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ รับส่วนลดค่าแรง ค่าอะไหล่ และน้ำมันเครื่อง สูงสุด 50% ตามรายการและเงื่อนไขของผู้ให้บริการ ครอบคลุมศูนย์บริการรถยนต์ 9 ค่าย ได้แก่ TOYOTA, ISUZU, HONDA, NISSAN, FORD, HINO, MITSUBISHI, SUZUKI และ MAZDA บริษัทผู้ค้าน้ำมัน ได้แก่ PTT, บางจาก, เชลล์ และ PT รวมถึงศูนย์บริการอิสระ B-Quik, Auto1 และ AUTOBACS

ต่อที่ 2 “ดูแลรถแล้ว รับสิทธิพิเศษต่อ” เมื่อเข้ารับบริการและลงทะเบียน ณ จุดบริการที่เข้าร่วมโครงการ จะได้รับ E-Sticker “โปรสู้ฝุ่น ลด PM2.5 Together” เพื่อใช้แสดงสิทธิรับส่วนลดหรือสิทธิประโยชน์ค่าจอดรถจากห้างสรรพสินค้าที่เข้าร่วม ได้แก่ Central, The Mall, Lotus’s และ Makro รวมถึงสิทธิประโยชน์ในการซื้อ พ.ร.บ. รถยนต์ผ่าน AIS ตามรายละเอียดและเงื่อนไขที่แต่ละผู้ให้บริการกำหนด

​ด้านนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากมาตรการในเขตเมืองแล้ว กระทรวงฯ ยังได้ยกระดับมาตรการตัดวงจรการเผาในภาคการเกษตรอย่างเข้มงวด โดยร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้ประกอบการภาคเอกชน ออกมาตรการ “งดรับซื้อผลผลิตทางการเกษตรที่มาจากการเผา” โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และอ้อย เพื่อกดดันไม่ให้เกิดการเผาแปลงเกษตรทั้งในและนอกประเทศ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมเกษตรกรใช้เทคโนโลยีไถกลบและแปรรูปชีวมวลแทนการเผา
​
ขณะเดียวกัน ในมิติปัญหามลพิษข้ามพรมแดน ประเทศไทยได้นำร่องเชื่อมโยงเทคโนโลยี “แพลตฟอร์มติดตามสถานการณ์หมอกควันและจุดความร้อนแบบเรียลไทม์” ร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียน ผ่านการแชร์ข้อมูลดาวเทียม ทิศทางลม และจุดความร้อน (Hotspot) ร่วมกันแบบนาทีต่อนาที ซึ่งจะช่วยให้ทุกประเทศสามารถแจ้งเตือน พิกัดเข้าระงับเหตุไฟป่าได้อย่างแม่นยำ และร่วมกันประเมินสถานการณ์หมอกควันข้ามพรมแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ดร.สุรินทร์ กล่าวปิดท้ายว่า โครงการดังกล่าวดำเนินการรวม 5 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 – 31 มีนาคม 2570 ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยมุ่งลดมลพิษจากแหล่งกำเนิด สร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน ลดภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลรถยนต์ และขยายความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศอย่างเป็นรูปธรรม

ทส. โดย คพ. ขอเชิญชวนประชาชนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการลดฝุ่น PM2.5 ด้วยการนำรถยนต์เข้าตรวจเช็คและบำรุงรักษา ณ ศูนย์บริการที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อรับสิทธิประโยชน์ “ส่วนลด 2 ต่อ” ร่วมลดควันดำ ลดมลพิษ และยังมีส่วนช่วยในการสร้างอากาศสะอาด เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทยทุกคน

“ดูแลรถ ลดควัน ลดฝุ่น ร่วมสู้ PM2.5 ไปด้วยกัน” 

Article ImageArticle Image