ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 นายฤทธิรงค์ ภูมิสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดมหาสารคาม เขต 1 พรรคภูมิใจไทย อภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. .... โดยระบุว่า หัวใจสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ ไม่ใช่เพียงการเพิ่มบทลงโทษผู้กระทำผิด แต่คือการตอบโจทย์ว่า เมื่อเกิดความรุนแรงภายในครอบครัว รัฐจะสามารถเข้าไปช่วยเหลือประชาชนได้รวดเร็วเพียงใด ผู้เสียหายจะได้รับความปลอดภัยมากน้อยแค่ไหน และจะป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เกิดซ้ำได้อย่างไร

นายฤทธิรงค์ กล่าวว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน มีบางส่วนที่ไม่สอดคล้องกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งเรื่องการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหาย และกลไกการทำงานของเจ้าหน้าที่ จึงจำเป็นต้องปรับปรุงกฎหมายใหม่ทั้งระบบ

โดยร่างกฎหมายฉบับนี้มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญ 10 ประเด็น ได้แก่

1. เปลี่ยนความผิดจาก “ยอมความได้” เป็น “ยอมความไม่ได้”
เพื่อไม่ให้ความรุนแรงในครอบครัวถูกมองเป็นเพียงเรื่องส่วนตัว เนื่องจากผู้ถูกกระทำจำนวนมากอาจอยู่ในภาวะพึ่งพาทั้งด้านเศรษฐกิจ ที่อยู่อาศัย หรือความสัมพันธ์ภายในครอบครัว

2. เพิ่มบทลงโทษให้เหมาะสมกับความรุนแรง
จากเดิมจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 6,000 บาท เพิ่มเป็นจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เพื่อสะท้อนว่าความรุนแรงในครอบครัวเป็นปัญหาที่รัฐต้องให้ความสำคัญ

3. เพิ่มโทษกรณีกระทำต่อเด็กหรือกระทำผิดซ้ำ
หากผู้กระทำผิดก่อเหตุต่อเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี หรือกระทำผิดซ้ำภายใน 3 ปี จะมีการเพิ่มโทษ เพื่อคุ้มครองกลุ่มเปราะบางและลดการเกิดเหตุซ้ำ

4. ขยายความหมายของความรุนแรงให้ครอบคลุมมากขึ้น
ไม่ได้จำกัดเฉพาะการทำร้ายร่างกาย แต่รวมถึงความรุนแรงทางเพศ การข่มขู่ การสร้างความกลัว การใช้อำนาจควบคุม รวมถึงความรุนแรงทางเศรษฐกิจ เช่น การจำกัดการประกอบอาชีพหรือควบคุมรายได้

5. ให้อำนาจเจ้าหน้าที่เข้าคุ้มครองผู้เสียหายได้ทันที
สามารถกำหนดมาตรการชั่วคราว เช่น ห้ามก่อเหตุซ้ำ ห้ามเข้าใกล้ผู้เสียหาย ห้ามเข้าบ้าน สถานที่ทำงาน หรือสถานศึกษาของบุตร รวมถึงมาตรการอื่นเพื่อป้องกันอันตราย

6. ให้ศาลตรวจสอบคำสั่งฉุกเฉินภายในกรอบเวลาชัดเจน
เมื่อเจ้าหน้าที่ออกมาตรการคุ้มครองชั่วคราว ต้องเสนอให้ศาลเยาวชนและครอบครัวพิจารณาภายใน 48 ชั่วโมง เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการคุ้มครองประชาชนและการตรวจสอบอำนาจรัฐ

7. เพิ่มระบบผู้จัดการรายกรณี (Case Manager)
เพื่อช่วยประสานงานระหว่างโรงพยาบาล ตำรวจ พม. ฝ่ายปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลดภาระผู้เสียหายที่ต้องดำเนินการด้วยตัวเองในช่วงวิกฤต

8. เพิ่มกระบวนการฟื้นฟูภายใต้การกำกับของศาล
แม้ความผิดจะไม่สามารถยอมความได้ แต่ยังเปิดช่องให้มีแผนแก้ไข ฟื้นฟู และป้องกันการใช้ความรุนแรง หากปฏิบัติตามเงื่อนไข ศาลสามารถพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายได้

9. ผลักดันการทำงานร่วมกันของทุกหน่วยงาน
กำหนดให้มีระบบสนับสนุนด้านบุคลากร งบประมาณ สถานที่ปลอดภัย นักสังคมสงเคราะห์ และนักจิตวิทยา เพื่อให้การคุ้มครองเกิดขึ้นจริง

10. จัดทำฐานข้อมูลกลางความรุนแรงในครอบครัว
ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น พม. มหาดไทย สาธารณสุข ตำรวจ ศาล และอัยการ เชื่อมโยงข้อมูล เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยง วางแผนป้องกัน และติดตามการเกิดเหตุซ้ำ

นายฤทธิรงค์ กล่าวสรุปว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นการยกระดับระบบคุ้มครองประชาชน โดยเปลี่ยนจากการรอให้เกิดเหตุรุนแรงแล้วจึงดำเนินการ มาเป็นการป้องกันและช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว พร้อมเห็นควรให้สภารับหลักการเพื่อพิจารณาในขั้นตอนต่อไป