แพทย์หญิง บุญญาภา นาชัยเวียง ปุณณนิษฐา สส.กาฬสินธุ์ เขต 5 พรรคภูมิใจไทย อภิปรายร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว โดยเสนอให้มีการปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับบริบทสังคมปัจจุบัน หลังพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 ถูกใช้มาเกือบ 19 ปี ขณะที่รูปแบบความสัมพันธ์ในครอบครัว สภาพเศรษฐกิจ และความเข้าใจเรื่องความรุนแรงเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก
แพทย์หญิงบุญญาภา ระบุว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้ได้รับความสนใจจากประชาชน โดยมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งร่วมเสนอร่างภาคประชาชนจำนวน 23,989 คน สะท้อนว่าปัญหาความรุนแรงในครอบครัวเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขผ่านกลไกทางกฎหมาย
พร้อมยกข้อมูลจากการสำรวจสถานการณ์ความรุนแรงของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พบว่า มีผู้ตอบแบบสำรวจที่ระบุว่า ครอบครัวมีการกระทำความรุนแรงทางร่างกาย จิตใจ หรือทางเพศในรอบ 1 ปี จำนวนประมาณ 2,973 คน หรือ 9.05% โดยความรุนแรงทางจิตใจมีสัดส่วนสูงถึงประมาณ 85.20%
ในฐานะจิตแพทย์ แพทย์หญิงบุญญาภาเสนอว่า การนิยามความรุนแรงในครอบครัวไม่ควรจำกัดเพียงการทำร้ายร่างกายที่เห็นเป็นบาดแผล แต่ควรครอบคลุมถึงการข่มขู่ การควบคุม การทำให้อับอาย การกดดันทางจิตใจ รวมถึงการควบคุมทางเศรษฐกิจ เช่น การยึดเงินเดือน การห้ามประกอบอาชีพ หรือจำกัดการเข้าถึงทรัพยากรทางการเงิน
พร้อมเสนอ 6 ประเด็นสำคัญให้คณะกรรมาธิการพิจารณา ได้แก่
1. ปรับนิยามความรุนแรงในครอบครัวให้ครอบคลุมมากขึ้น
รวมถึงพฤติกรรมที่ทำให้เกิดความไม่ปลอดภัย ความหวาดกลัว การบั่นทอนทางจิตใจ และการควบคุมทางเศรษฐกิจ พร้อมกำหนดรายละเอียดให้ชัดเจน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ใช้กฎหมายได้อย่างมีมาตรฐาน
2. คุ้มครองผู้ถูกกระทำตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุรุนแรง
เสนอให้มีระบบประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment) เป็นมาตรฐานเดียวกัน ตั้งแต่การรับแจ้งเหตุ การจัดสถานที่ปลอดภัย การส่งต่อรักษา และการติดตามป้องกันเหตุซ้ำ
3. เพิ่มประสิทธิภาพบทลงโทษควบคู่การบำบัด
นอกจากมาตรการทางกฎหมาย ควรมีระบบประเมินและบำบัดผู้กระทำผิด โดยเฉพาะกรณีเกี่ยวข้องกับปัญหาสุขภาพจิต การควบคุมอารมณ์ พฤติกรรมรุนแรง หรือการใช้สารเสพติด
4. กำหนดแนวทางประเมินภาวะผู้ถูกกระทำความรุนแรงต่อเนื่อง
เช่น battered person syndrome ให้มีหลักเกณฑ์และผู้เชี่ยวชาญประเมินอย่างเหมาะสม เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมพิจารณาข้อเท็จจริงได้รอบด้าน
5. เน้นมาตรการป้องกันก่อนเกิดเหตุ
ไม่ต้องรอให้เกิดบาดแผลหรือความเสียหายก่อนจึงเข้าช่วยเหลือ แต่สามารถเข้าไปสร้างความปลอดภัยและลดความเสี่ยงได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
6. สร้างระบบข้อมูลร่วมระหว่างหน่วยงาน
เพื่อให้การช่วยเหลือมีประสิทธิภาพ ลดการให้ผู้เสียหายต้องเล่าเหตุการณ์ซ้ำหลายครั้ง พร้อมกำหนดมาตรการรักษาความลับและคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
ช่วงท้าย แพทย์หญิงบุญญาภา ระบุว่า เบื้องหลังตัวเลขสถิติคือประชาชนแต่ละคนที่ต้องเผชิญปัญหา ทั้งเด็ก ผู้หญิง หรือผู้ชาย ซึ่งควรได้รับการคุ้มครองและมีโอกาสออกจากวงจรความรุนแรง
พร้อมย้ำว่า “บ้านควรเป็นสถานที่ปลอดภัย และเมื่อบ้านไม่ปลอดภัย กฎหมายต้องสามารถเข้าไปคุ้มครองประชาชนได้อย่างรวดเร็ว”




