นางสาวกุลวลี นพอมรบดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต 1 พรรคภูมิใจไทย อภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. .... โดยระบุว่า ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวมีความแตกต่างจากอาชญากรรมทั่วไป เนื่องจากมักเกิดขึ้นในพื้นที่ส่วนตัว และผู้กระทำส่วนใหญ่เป็นบุคคลใกล้ชิด ทำให้ผู้ถูกกระทำจำนวนมากไม่กล้าเปิดเผยหรือขอความช่วยเหลือ

นางสาวกุลวลี ย้ำว่า ความรุนแรงในครอบครัวไม่ใช่เรื่องส่วนตัว และไม่ใช่ความผิดของผู้ถูกกระทำ แต่เป็นการละเมิดสิทธิในร่างกาย จิตใจ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งรัฐจำเป็นต้องมีกลไกเข้ามาคุ้มครองอย่างเหมาะสม

พร้อมเปิดเผยข้อมูลสถานการณ์ความรุนแรง โดยระบุว่า ข้อมูลจากกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ปี 2567 พบผู้ถูกกระทำความรุนแรงเฉลี่ยวันละ 42 ราย และเฉพาะความรุนแรงในครอบครัวมีจำนวน 4,833 ราย ขณะที่ศูนย์พึ่งได้ในโรงพยาบาลทั่วประเทศ พบผู้ถูกกระทำความรุนแรงในรูปแบบต่าง ๆ มากกว่า 17,900 คนในปีเดียวกัน

นอกจากนี้ ข้อมูลจากสายด่วน 1300 พบว่า ผู้กระทำความรุนแรงร้อยละ 71 เป็นบุคคลในครอบครัว สะท้อนว่าปัญหาดังกล่าวยังเป็นประเด็นที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง

นางสาวกุลวลี กล่าวว่า แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวมาตั้งแต่ปี 2550 แต่ปัญหายังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง และตัวเลขที่พบอาจยังไม่สะท้อนสถานการณ์ทั้งหมด เนื่องจากผู้ถูกกระทำจำนวนหนึ่งไม่เข้าสู่ระบบการช่วยเหลือ

พร้อมชี้ 4 ช่องว่างสำคัญของกฎหมายเดิม ได้แก่

1. ให้น้ำหนักกับการรักษาความสัมพันธ์ในครอบครัวมากกว่าความปลอดภัยของผู้ถูกกระทำ
โดยบางกรณีมุ่งเน้นการไกล่เกลี่ยหรือการยอมความ มากกว่าการคุ้มครองผู้เสียหาย

2. บทลงโทษยังไม่สอดคล้องกับสถานการณ์
กฎหมายเดิมกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 6,000 บาท และเป็นความผิดที่ยอมความได้

3. อายุความอาจไม่เหมาะสมกับสภาพปัญหา
เนื่องจากผู้ถูกกระทำอาจต้องใช้เวลาในการตัดสินใจ ขอความช่วยเหลือ หรือดำเนินการทางกฎหมาย

4. ยังครอบคลุมความรุนแรงรูปแบบใหม่ไม่เพียงพอ
เช่น การควบคุมทางเศรษฐกิจ การยึดเงินหรือบัตร ATM การห้ามทำงาน การติดตามผ่านเทคโนโลยี และการควบคุมชีวิตผ่านช่องทางดิจิทัล

นางสาวกุลวลี ยังยกตัวอย่างแนวทางจากต่างประเทศ เช่น ประเทศอังกฤษ ที่มีกฎหมาย Domestic Abuse Act 2021 ซึ่งครอบคลุมทั้งความรุนแรงทางร่างกาย ทางเพศ พฤติกรรมควบคุมหรือบังคับ ความรุนแรงทางเศรษฐกิจ และผลกระทบต่อเด็กที่อยู่ในเหตุการณ์

ส่วนประเทศไต้หวัน มีการออกกฎหมายป้องกันความรุนแรงในครอบครัวตั้งแต่ปี 1998 โดยกำหนดมาตรการคุ้มครองทางแพ่ง และรวมถึงพฤติกรรมควบคุมหรือคุกคามทางเศรษฐกิจ

สำหรับการพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ นางสาวกุลวลี เสนอให้คณะกรรมาธิการพิจารณา 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

  • ทบทวนนิยาม “บุคคลในครอบครัว” ให้ครอบคลุมรูปแบบความสัมพันธ์ที่หลากหลายมากขึ้น
  • กำหนดความรุนแรงทางเศรษฐกิจ ทางเพศ และการคุกคามผ่านเทคโนโลยีให้ชัดเจน
  • ทบทวนหลักการยอมความ ให้เกิดจากความสมัครใจของผู้ถูกกระทำ พร้อมมีเงื่อนไขควบคุม
  • กำหนดระบบช่วยเหลือที่รวดเร็ว ทั้งการเข้าถึงพื้นที่เกิดเหตุ คำสั่งคุ้มครอง และทรัพยากรสนับสนุน

ช่วงท้าย นางสาวกุลวลี กล่าวว่า การรับหลักการร่างกฎหมายฉบับนี้ เป็นการส่งสัญญาณว่าผู้ถูกกระทำทุกเพศทุกวัยต้องได้รับการคุ้มครอง และทุกฝ่ายต้องร่วมกันทำให้ “บ้าน” เป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ ผู้ที่ตกอยู่ในสถานการณ์ความรุนแรง สามารถขอความช่วยเหลือผ่านสายด่วนศูนย์ช่วยเหลือสังคม 1300 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง