1. อาการชาจากท่าทางมักหายหลังเปลี่ยนอิริยาบถ

การนั่งไขว่ห้าง นั่งทับขา เท้าคาง นอนทับแขน หรือพับข้อมือนาน ๆ อาจกดเส้นประสาทและรบกวนการไหลเวียนบริเวณนั้นชั่วคราว เมื่อเปลี่ยนท่า อาการมักค่อย ๆ ดีขึ้นภายในเวลาไม่นาน

วิธีดูแลเบื้องต้น ได้แก่

  • เปลี่ยนอิริยาบถและขยับแขนขาเบา ๆ
  • หลีกเลี่ยงการนั่งทับขาหรือกดข้อศอกนาน
  • จัดโต๊ะและเก้าอี้ให้เหมาะกับสรีระ
  • ไม่พับข้อมือค้างขณะใช้โทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์
  • ลุกเดินหรือเปลี่ยนท่าระหว่างเรียนและทำงานเป็นระยะ

ไม่ควรบีบนวดอย่างรุนแรง โดยเฉพาะเมื่อบริเวณนั้นรับความรู้สึกได้น้อย เพราะอาจเกิดการบาดเจ็บโดยไม่รู้ตัว

หากเปลี่ยนท่าแล้วอาการไม่หาย เกิดซ้ำโดยไม่มีการกดทับ หรือเริ่มรบกวนการนอนและการใช้ชีวิต ควรเข้ารับการตรวจ

2. ตำแหน่งที่ชาอาจช่วยบอกบริเวณของปัญหา

รูปแบบของอาการเป็นข้อมูลสำคัญที่แพทย์ใช้ประกอบการประเมิน เช่น

  • ชานิ้วโป้ง นิ้วชี้ นิ้วกลาง โดยเฉพาะช่วงกลางคืน อาจสัมพันธ์กับเส้นประสาทบริเวณข้อมือถูกกดทับ
  • ชานิ้วก้อยและนิ้วนาง อาจเกี่ยวข้องกับเส้นประสาทบริเวณข้อศอกหรือข้อมือ
  • ปวดหลังร่วมกับชาร้าวลงสะโพก ขา หรือเท้า อาจเกี่ยวข้องกับเส้นประสาทจากหลัง
  • ชาปลายเท้าทั้งสองข้างแบบค่อย ๆ ลามขึ้น อาจเป็นลักษณะหนึ่งของเส้นประสาทส่วนปลายผิดปกติ
  • ชาเฉพาะข้างเดียวอย่างฉับพลัน โดยเฉพาะร่วมกับอ่อนแรง อาจเป็นภาวะฉุกเฉิน

อาการชาอย่างเดียวไม่สามารถระบุโรคได้แน่นอน ต้องพิจารณาร่วมกับระยะเวลา ความถี่ ตำแหน่ง อาการปวด อ่อนแรง การทรงตัว โรคประจำตัว และยาที่ใช้อยู่

3. ไม่ได้เกิดจากการขาดวิตามินเท่านั้น

การขาดวิตามินบี 12 สามารถกระทบระบบประสาทและทำให้เกิดอาการชา เสียวซ่า การทรงตัวผิดปกติ หรืออ่อนแรงได้ แต่ไม่ใช่สาเหตุเดียว ผู้ที่เสี่ยงอาจรวมถึงผู้รับประทานอาหารวีแกนโดยไม่ได้วางแผนสารอาหาร ผู้มีโรคที่รบกวนการดูดซึม เคยผ่าตัดกระเพาะหรือลำไส้ และผู้ใช้ยาบางชนิดเป็นเวลานาน

สาเหตุอื่นที่แพทย์อาจพิจารณา ได้แก่

  • เบาหวานหรือน้ำตาลในเลือดสูง
  • เส้นประสาทถูกกดทับบริเวณคอ หลัง ข้อมือ หรือข้อศอก
  • โรคไทรอยด์และโรคไตบางชนิด
  • การติดเชื้อหรือโรคภูมิคุ้มกันบางประเภท
  • การดื่มแอลกอฮอล์มาก
  • ผลข้างเคียงจากยา เช่น ยาเคมีบำบัดบางชนิด
  • การบาดเจ็บของเส้นประสาท
  • ความผิดปกติของระบบประสาทส่วนปลาย

สถาบันโรคทางระบบประสาทและโรคหลอดเลือดสมองแห่งชาติสหรัฐฯ ระบุว่า โรคเส้นประสาทส่วนปลายอาจเกิดได้จากเบาหวาน การบาดเจ็บ การติดเชื้อ สารพิษ ยาบางชนิด รวมถึงความไม่สมดุลของวิตามินและสารอาหาร NINDS

4. ไม่ควรซื้อวิตามินบีรวมรับประทานในขนาดสูงเอง

เมื่อมีอาการชา หลายคนเลือกซื้อวิตามินบีรวมมารับประทานทันที แต่การเสริมวิตามินจะช่วยได้เมื่ออาการเกี่ยวข้องกับภาวะขาดวิตามินนั้นจริง การรับประทานโดยไม่ทราบสาเหตุอาจทำให้การตรวจโรคล่าช้า

ที่สำคัญ วิตามินไม่ได้ปลอดภัยเสมอเมื่อรับประทานในปริมาณสูง โดยเฉพาะวิตามินบี 6 หากได้รับจากอาหารเสริมมากเกินไปเป็นเวลานาน อาจทำให้เส้นประสาทรับความรู้สึกเสียหายและเกิดอาการชาได้เช่นกัน สำนักงานผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร สถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ

ก่อนใช้อาหารเสริมควรตรวจว่าในผลิตภัณฑ์หลายชนิดมีวิตามินบี 6 ซ้ำกันหรือไม่ เช่น วิตามินรวม วิตามินบีรวม เครื่องดื่มเสริมอาหาร และผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นประสาท

หากสงสัยว่าขาดวิตามิน แพทย์อาจซักประวัติอาหาร ยา โรคประจำตัว และพิจารณาตรวจเลือด ไม่ควรหยุดยาประจำหรือเริ่มอาหารเสริมขนาดสูงด้วยตนเอง

5. อาการบางแบบต้องรีบไปโรงพยาบาล

ควรไปโรงพยาบาลทันที หากอาการชาเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน โดยเฉพาะมีอาการใดอาการหนึ่งร่วมด้วย ได้แก่

  • ใบหน้าเบี้ยวหรือมุมปากตก
  • แขนหรือขาข้างหนึ่งอ่อนแรง
  • พูดไม่ชัด ฟังหรือเข้าใจคำพูดลำบาก
  • เดินเซ เวียนศีรษะรุนแรง หรือทรงตัวไม่ได้
  • มองเห็นผิดปกติอย่างฉับพลัน
  • ปวดศีรษะรุนแรงแบบไม่เคยเป็นมาก่อน

อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของโรคหลอดเลือดสมอง ควรโทรแจ้งสายด่วนการแพทย์ฉุกเฉิน 1669 และจดเวลาที่เริ่มมีอาการ ไม่ควรขับรถไปโรงพยาบาลเอง

นอกจากนี้ ควรรีบตรวจหากมีอาการชาร่วมกับแขนขาอ่อนแรงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หายใจลำบาก กลืนลำบาก เดินไม่ได้ หรือเกิดหลังอุบัติเหตุรุนแรง

หากปวดหลังร่วมกับขาทั้งสองข้างชา ชาบริเวณก้นหรืออวัยวะเพศ หรือควบคุมปัสสาวะและอุจจาระผิดปกติ ควรไปโรงพยาบาลทันที เพราะอาจเกิดการกดทับเส้นประสาทที่ต้องรักษาเร่งด่วน NHS

อาการแบบใดควรนัดพบแพทย์?

แม้ไม่ใช่ภาวะฉุกเฉิน ก็ควรปรึกษาแพทย์เมื่อพบว่า

  • อาการชาเกิดซ้ำบ่อยหรือเป็นต่อเนื่อง
  • อาการค่อย ๆ ลุกลามขึ้นแขนหรือขา
  • รู้สึกปวดแสบ ปวดร้อน หรือเหมือนไฟช็อต
  • กล้ามเนื้ออ่อนแรง ของหลุดมือ หรือสะดุดล้มบ่อย
  • สูญเสียการทรงตัวหรือแยกความร้อน–เย็นได้ไม่ดี
  • มีแผลที่เท้าแล้วไม่รู้สึกเจ็บหรือแผลไม่หาย
  • มีโรคเบาหวาน โรคไต โรคไทรอยด์ หรือได้รับยาเคมีบำบัด
  • อาการเริ่มหลังใช้ยาหรืออาหารเสริมชนิดใหม่

การประเมินอาจประกอบด้วยการตรวจระบบประสาท กำลังกล้ามเนื้อ รีเฟล็กซ์ การรับความรู้สึก รวมถึงตรวจระดับน้ำตาล วิตามินบี 12 การทำงานของไทรอยด์และไต หรือการตรวจเส้นประสาทตามความจำเป็น

อาการชาที่เกิดหลังนั่งทับหรือนอนทับอาจไม่อันตราย หากหายเร็วหลังเปลี่ยนท่า แต่ถ้าเกิดบ่อย เป็นสองข้าง ลุกลาม หรือมีอ่อนแรงร่วมด้วย ไม่ควรรักษาด้วยวิตามินอย่างเดียว การตรวจหาสาเหตุให้เร็วจะช่วยให้ได้รับการดูแลตรงจุดและลดโอกาสเกิดความเสียหายของเส้นประสาทในระยะยาว