ต้องถ่ายทุกวันจึงจะถือว่าปกติหรือไม่?

ไม่จำเป็น ความถี่ในการขับถ่ายของแต่ละคนแตกต่างกัน บางคนถ่ายวันละหลายครั้ง ขณะที่บางคนถ่ายเพียงไม่กี่ครั้งต่อสัปดาห์ สิ่งที่ควรสังเกตมากกว่าจำนวนครั้ง คือการเปลี่ยนแปลงจากรูปแบบปกติของตนเอง

อาการที่อาจบ่งบอกถึงท้องผูก ได้แก่

  • ถ่ายน้อยลงกว่าปกติ
  • อุจจาระแข็ง แห้ง หรือเป็นก้อนเล็ก
  • ต้องเบ่งมากหรือรู้สึกเจ็บขณะถ่าย
  • รู้สึกเหมือนถ่ายไม่สุด
  • ปวดท้อง ท้องอืด หรือเบื่ออาหาร
  • มีคราบอุจจาระเปื้อนกางเกง ซึ่งอาจเกิดจากอุจจาระเหลวไหลผ่านก้อนอุจจาระที่ค้างอยู่ ไม่ได้หมายความว่าเป็นท้องเสียเสมอไป

สาเหตุใกล้ตัวที่วัยเรียนพบได้

  • ไม่รับประทานอาหารเช้าหรือกินอาหารไม่เป็นเวลา
  • ดื่มน้ำน้อย โดยเฉพาะวันที่มีกิจกรรมกลางแจ้ง
  • รับประทานอาหารแปรรูป ของทอด หรือขนมมากกว่าผักและผลไม้
  • กลั้นอุจจาระเพราะห้องน้ำไม่สะอาดหรือกลัวเข้าเรียนสาย
  • นั่งเรียน เล่นเกม หรือใช้หน้าจอต่อเนื่องจนไม่ค่อยเคลื่อนไหว
  • เครียดจากการเรียนหรือพักผ่อนไม่เพียงพอ
  • รับประทานอาหารเร็ว พูดขณะกิน หรือดื่มเครื่องดื่มอัดลม ทำให้กลืนอากาศมากขึ้น
  • ใช้ยาหรืออาหารเสริมบางประเภทที่อาจส่งผลต่อการขับถ่าย

5 วิธีดูแลลำไส้สำหรับวัยเรียน

1. เพิ่มใยอาหารอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ใยอาหารช่วยเพิ่มมวลและความนุ่มของอุจจาระ ทำให้ขับถ่ายได้ง่ายขึ้น ควรรับประทานจากอาหารหลากหลาย เช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่ว และเมล็ดพืช

ตัวอย่างที่เพิ่มในแต่ละมื้อได้ง่าย ได้แก่

  • มื้อเช้า: ข้าวโอ๊ต ขนมปังโฮลวีต หรือผลไม้
  • มื้อกลางวัน: เพิ่มผักในข้าวราดแกงหรือก๋วยเตี๋ยว
  • ของว่าง: ฝรั่ง ส้ม แก้วมังกร หรือถั่วในปริมาณเหมาะสม
  • มื้อเย็น: ข้าวกล้อง ผักต้ม และโปรตีนไม่ติดมัน

ไม่ควรเพิ่มใยอาหารจำนวนมากในทันที เพราะอาจทำให้เกิดแก๊สและท้องอืดมากขึ้น ควรค่อย ๆ เพิ่มพร้อมดื่มน้ำให้เพียงพอ สถาบันโรคเบาหวาน ระบบทางเดินอาหาร และโรคไตแห่งชาติสหรัฐฯ ระบุว่าอาหารที่มีใยอาหารและน้ำมีส่วนช่วยให้อุจจาระนุ่มและขับถ่ายง่ายขึ้น NIDDK

2. ดื่มน้ำสม่ำเสมอตลอดวัน

การดื่มน้ำน้อยอาจทำให้อุจจาระแข็งขึ้น โดยเฉพาะเมื่อรับประทานใยอาหารเพิ่ม ควรพกขวดน้ำและจิบน้ำระหว่างวัน ไม่ต้องรอจนรู้สึกกระหายมาก

ปริมาณน้ำที่เหมาะสมแตกต่างกันตามอายุ ขนาดร่างกาย สภาพอากาศ การออกกำลังกาย และภาวะสุขภาพ จึงไม่มีตัวเลขเดียวที่เหมาะกับทุกคน วันที่อากาศร้อนหรือออกกำลังกายอาจต้องการน้ำมากขึ้น

ควรลดเครื่องดื่มอัดลมหรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง เพราะอาจทำให้แน่นท้องและเพิ่มแก๊สในบางคน ส่วนผู้มีโรคหัวใจ โรคไต หรือได้รับคำสั่งให้จำกัดน้ำ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์

3. ฝึกเข้าห้องน้ำเป็นเวลาและไม่กลั้น

หลังรับประทานอาหาร ลำไส้มักมีการเคลื่อนไหวเพิ่มขึ้น จึงอาจลองจัดเวลาเข้าห้องน้ำหลังอาหารเช้าหรืออาหารมื้อหลักอย่างสม่ำเสมอ โดยให้เวลาตนเองอย่างเพียงพอและไม่เร่งรีบ

เมื่อรู้สึกปวดถ่ายไม่ควรกลั้นบ่อย เพราะอุจจาระที่ค้างอยู่นานอาจแข็งและถ่ายยากขึ้น ควรนั่งให้เท้าวางบนพื้นหรือมีที่รองเท้า โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย และไม่เบ่งรุนแรงหรือเล่นโทรศัพท์บนโถส้วมนานเกินไป

NIDDK แนะนำให้เด็กที่ใช้ห้องน้ำได้แล้วลองเข้าห้องน้ำหลังอาหาร เพื่อช่วยสร้างกิจวัตรการขับถ่าย NIDDK

4. เคลื่อนไหวร่างกาย ลดการนั่งต่อเนื่อง

การเดิน เล่นกีฬา หรือทำกิจกรรมทางกายสม่ำเสมอช่วยส่งเสริมสุขภาพโดยรวมและอาจช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานเป็นจังหวะมากขึ้น ระหว่างเรียนหรือทำการบ้านควรลุกเปลี่ยนอิริยาบถและเดินเป็นระยะ

องค์การอนามัยโลกแนะนำให้เด็กและวัยรุ่นอายุ 5–17 ปี มีกิจกรรมทางกายระดับปานกลางถึงหนักเฉลี่ยอย่างน้อยวันละ 60 นาทีตลอดสัปดาห์ โดยสามารถสะสมจากการเดินเร็ว ปั่นจักรยาน วิ่ง เล่นกีฬา หรือกิจกรรมที่ชอบได้ องค์การอนามัยโลก

ผู้ที่ยังไม่ค่อยเคลื่อนไหวไม่จำเป็นต้องเริ่มด้วยการออกกำลังกายหนัก อาจเริ่มจากเดินหลังอาหาร ช่วยงานบ้าน หรือใช้บันไดเมื่อปลอดภัย

5. จดบันทึกอาหารและอาการก่อนตัดอาหารออกเอง

หากท้องอืดบ่อย ควรจดว่าแต่ละวันรับประทานอะไร อาการเกิดเวลาใด การขับถ่ายมีลักษณะอย่างไร และมีความเครียดหรือนอนน้อยร่วมด้วยหรือไม่ วิธีนี้ช่วยค้นหารูปแบบและเป็นข้อมูลเมื่อพบแพทย์

อาหารที่กระตุ้นอาการแตกต่างกันในแต่ละคน ไม่ควรงดนม กลูเตน หรืออาหารหลายกลุ่มด้วยตนเองเป็นเวลานาน เพราะวัยเรียนยังต้องได้รับพลังงานและสารอาหารสำหรับการเจริญเติบโต หากสงสัยว่าแพ้อาหารหรือมีอาการหลังรับประทานอาหารบางชนิดซ้ำ ๆ ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหาร

อาหารเสริมจุลินทรีย์หรือ “โปรไบโอติก” ไม่ได้จำเป็นสำหรับทุกคน และผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดมีสายพันธุ์กับปริมาณแตกต่างกัน ไม่ควรใช้แทนการตรวจหาสาเหตุเมื่อมีอาการเรื้อรัง

ไม่ควรซื้อยาระบายใช้เองเป็นประจำ

ยาระบายอาจมีประโยชน์ในบางกรณี แต่ชนิดและขนาดยาต้องเหมาะกับอายุและสาเหตุของอาการ ไม่ควรให้เด็กหรือวัยรุ่นใช้ยาระบาย ยาสวน หรือผลิตภัณฑ์ดีท็อกซ์โดยไม่มีคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกร

ผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ถ่ายมากไม่ได้หมายความว่าช่วย “ล้างสารพิษ” และอาจทำให้ปวดบิด ท้องเสีย ขาดน้ำ หรือเสียสมดุลเกลือแร่ได้

สัญญาณใดควรพบแพทย์?

ควรปรึกษาแพทย์เมื่อท้องอืดหรือท้องผูกเกิดเป็นประจำ ไม่ดีขึ้นหลังปรับพฤติกรรม หรือมีการขับถ่ายเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อมีอาการต่อไปนี้

  • มีเลือดปนในอุจจาระ หรืออุจจาระดำผิดปกติ
  • น้ำหนักลดโดยไม่ได้ตั้งใจ หรือเจริญเติบโตไม่สมวัย
  • ปวดท้องต่อเนื่อง มีไข้ หรืออาเจียน
  • ท้องบวมแข็งหรือคลำพบก้อน
  • ไม่สามารถถ่ายอุจจาระหรือผายลมได้
  • ท้องเสียเรื้อรังหรือท้องผูกสลับท้องเสีย
  • ตื่นกลางคืนเพราะปวดท้องหรือถ่าย
  • อ่อนเพลีย ซีด หรือเบื่ออาหารมาก
  • ปวดท้องรุนแรงและเกิดขึ้นฉับพลัน ควรไปโรงพยาบาลทันที

อาการท้องอืดและการขับถ่ายไม่เป็นเวลาไม่ได้หมายความว่าเป็นโรคร้ายเสมอไป แต่ไม่ควรละเลยเมื่อเกิดซ้ำ การรับประทานใยอาหารอย่างเหมาะสม ดื่มน้ำ ไม่กลั้นอุจจาระ เคลื่อนไหวร่างกาย และสังเกตสิ่งกระตุ้น จะช่วยสร้างนิสัยดูแลลำไส้ที่ทำได้จริงในชีวิตวัยเรียน