ทำไมลุกเร็วแล้วจึงหน้ามืด?
เมื่อนอนหรือนั่ง เลือดส่วนหนึ่งจะกระจายอยู่ตามร่างกาย เมื่อเปลี่ยนเป็นท่ายืน แรงโน้มถ่วงทำให้เลือดไหลลงไปบริเวณขาและช่องท้อง ร่างกายจึงต้องปรับอัตราการเต้นของหัวใจและทำให้หลอดเลือดหดตัว เพื่อรักษาความดันและส่งเลือดไปเลี้ยงสมอง
หากร่างกายปรับไม่ทัน เลือดไปเลี้ยงสมองอาจลดลงชั่วคราว ทำให้เกิดอาการ
หน้ามืดหรือรู้สึกเบาหวิว
มองเห็นภาพมัวหรือภาพดำลง
โคลงเคลง ทรงตัวไม่ดี
รู้สึกอ่อนแรง
คลื่นไส้หรือเหงื่อออก
ใจเต้นเร็วหรือใจสั่น
รู้สึกเหมือนจะเป็นลมหรือหมดสติ
ภาวะความดันโลหิตลดลงเมื่อเปลี่ยนท่า หรือ Orthostatic hypotension หมายถึงความดันตัวบนลดลงอย่างน้อย 20 มิลลิเมตรปรอท หรือความดันตัวล่างลดลงอย่างน้อย 10 มิลลิเมตรปรอท ภายใน 3 นาทีหลังยืน แต่การวินิจฉัยต้องอาศัยการวัดอย่างเป็นระบบ ไม่ควรตัดสินจากอาการหรือค่าความดันเพียงครั้งเดียว American Heart Association
สาเหตุใกล้ตัวที่วัยรุ่นควรสังเกต
อาการหน้ามืดหลังลุกขึ้นอาจสัมพันธ์กับหลายปัจจัย เช่น
ดื่มน้ำน้อยหรือเสียเหงื่อมาก
อยู่กลางอากาศร้อนหรือเพิ่งอาบน้ำร้อน
มีไข้ อาเจียน หรือท้องเสีย
นอนหรือนั่งเป็นเวลานานแล้วลุกทันที
รับประทานอาหารไม่เพียงพอ
พักผ่อนน้อยและอ่อนเพลีย
เสียเลือดจากประจำเดือนมาก
ภาวะโลหิตจางหรือขาดธาตุเหล็ก
ยาบางชนิดและอาหารเสริมบางประเภท
ปัญหาจังหวะการเต้นของหัวใจ ฮอร์โมน หรือระบบประสาทอัตโนมัติ
ไม่ควรเหมารวมว่าอาการหน้ามืดทุกครั้งเกิดจากน้ำตาลต่ำ เพราะภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำพบได้ชัดเจนกว่าในผู้เป็นเบาหวานที่ใช้ยาหรืออินซูลิน ส่วนผู้ที่ไม่มีโรคเบาหวานจำเป็นต้องตรวจประเมินก่อนสรุปสาเหตุ
5 วิธีรับมืออย่างปลอดภัย
1. นั่งหรือนอนลงทันทีเมื่อเริ่มหน้ามืด
หากเริ่มมองเห็นภาพดำ โคลงเคลง หรือเหมือนจะเป็นลม อย่าฝืนเดินต่อ ควรหยุดกิจกรรมและนั่งลงในที่ปลอดภัย หากทำได้ให้นอนราบและยกขาเล็กน้อย
หากอยู่บริเวณบันได ริมถนน ห้องน้ำ หรือพื้นที่ลื่น ควรจับสิ่งยึดเกาะและนั่งลงทันที เพื่อลดโอกาสล้มและศีรษะกระแทก
ระหว่างมีอาการ
คลายเสื้อผ้าที่รัดแน่น
หายใจตามปกติ ไม่กลั้นหายใจ
อยู่ในบริเวณอากาศถ่ายเท
รอให้อาการหายสนิทก่อนลุก
แจ้งครู ผู้ปกครอง หรือคนใกล้ตัวหากรู้สึกไม่ดีขึ้น
ไม่ควรขับรถ ขี่จักรยาน ขึ้นบันได หรือใช้เครื่องจักรขณะยังเวียนศีรษะ
2. เปลี่ยนท่าทีละขั้น ไม่ลุกพรวดเดียว
หลังตื่นนอนหรืออยู่ในท่าเดิมนาน ๆ ให้ร่างกายมีเวลาปรับการไหลเวียนเลือด โดยทำตามลำดับ
ขยับปลายเท้าและข้อเท้าก่อน
พลิกตัวแล้วค่อย ๆ ลุกขึ้นนั่ง
นั่งห้อยขาที่ขอบเตียงสักครู่
วางเท้าให้มั่นคงแล้วค่อยยืน
ยืนนิ่งก่อนเริ่มเดิน
ก่อนยืน สามารถกระดกปลายเท้า ยกส้นเท้า หรือเกร็งกล้ามเนื้อน่องและต้นขาเบา ๆ เพื่อช่วยให้เลือดไหลกลับเข้าสู่ส่วนกลางของร่างกาย หากเริ่มหน้ามืดหลังยืน ให้กลับไปนั่ง ไม่ควรพยายาม “ฝืนให้ร่างกายชิน”
3. ดื่มน้ำให้เพียงพอและกินอาหารสม่ำเสมอ
ภาวะขาดน้ำทำให้ปริมาณเลือดไหลเวียนลดลงและอาจกระตุ้นอาการหน้ามืด ควรดื่มน้ำตลอดวัน โดยเฉพาะในวันที่อากาศร้อน ออกกำลังกาย มีไข้ หรือเสียเหงื่อมาก
สังเกตสัญญาณขาดน้ำ เช่น
ปากแห้งและกระหายน้ำ
ปัสสาวะสีเข้ม
ปัสสาวะน้อยลง
ปวดศีรษะหรืออ่อนเพลีย
เวียนศีรษะเมื่อยืน
ควรรับประทานอาหารให้ครบและเป็นเวลา โดยเฉพาะในวันที่ต้องเรียนหรือออกกำลังกาย หากรีบในตอนเช้า อาจเลือกอาหารง่าย ๆ เช่น นม ไข่ ขนมปังไม่ขัดสี โยเกิร์ต หรือผลไม้ แทนการปล่อยให้ท้องว่างนาน
ไม่ควรเพิ่มเกลือ ดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่เป็นประจำ หรือซื้อยาปรับความดันมาใช้เอง เพราะเกลือและยาบางชนิดอาจไม่เหมาะกับผู้ที่มีโรคไต โรคหัวใจ หรือความดันโลหิตสูง ควรให้แพทย์เป็นผู้แนะนำ
4. หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นและเตรียมร่างกายก่อนยืน
อาการอาจเกิดง่ายขึ้นหลังอยู่กลางแดด อาบน้ำร้อน ออกกำลังกายหนัก ยืนเป็นเวลานาน หรือเจ็บป่วยจนรับประทานอาหารและน้ำได้น้อย
แนวทางลดความเสี่ยง
หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนท่ากะทันหัน
พักในที่ร่มเมื่ออากาศร้อน
ค่อย ๆ ผ่อนความหนักหลังออกกำลังกาย
ไม่ยืนนิ่งเป็นเวลานาน
ขยับปลายเท้าหรือเกร็งน่องระหว่างยืน
ดื่มน้ำก่อนและหลังทำกิจกรรม
หลีกเลี่ยงการอาบน้ำร้อนจัดหากกระตุ้นอาการ
พักให้เพียงพอระหว่างเจ็บป่วย
NHS แนะนำให้ลุกจากท่านั่งหรือนอนอย่างช้า ๆ ดื่มน้ำให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนท่าฉับพลันเมื่อมีอาการความดันต่ำ NHS
5. จดอาการและเข้ารับการตรวจเมื่อเกิดซ้ำ
หากหน้ามืดบ่อย ควรบันทึกข้อมูลเพื่อช่วยให้แพทย์หาสาเหตุได้แม่นยำขึ้น ได้แก่
เกิดเวลาใดและกำลังทำอะไร
เกิดหลังลุกจากท่าใด
อาการอยู่นานกี่วินาทีหรือนาที
มีใจสั่น เจ็บหน้าอก หรือหายใจไม่อิ่มหรือไม่
รับประทานอาหารและดื่มน้ำครั้งล่าสุดเมื่อใด
อยู่ระหว่างมีประจำเดือนหรือเสียเลือดมากหรือไม่
ใช้ยา วิตามิน หรืออาหารเสริมชนิดใด
เคยหมดสติหรือล้มได้รับบาดเจ็บหรือไม่
แพทย์อาจวัดความดันและชีพจรในท่านอน นั่ง และยืน ตรวจเลือดเพื่อประเมินภาวะซีด น้ำตาล หรือฮอร์โมน รวมถึงตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจเมื่อมีข้อบ่งชี้ Guy’s and St Thomas’ NHS Foundation Trust
สัญญาณที่ควรนัดตรวจ
ควรปรึกษาแพทย์หากพบว่า
หน้ามืดหลังยืนเกิดขึ้นบ่อย
อาการเริ่มรบกวนการเรียน กีฬา หรือชีวิตประจำวัน
เคยเป็นลมหรือเกือบเป็นลมหลายครั้ง
มีใจสั่นหรือหัวใจเต้นเร็วผิดปกติเมื่อยืน
เหนื่อยง่าย ซีด ไม่มีแรง หรือปวดศีรษะบ่อย
ประจำเดือนออกมากหรือนานผิดปกติ
อาการเกิดหลังเริ่มยาหรืออาหารเสริมชนิดใหม่
มีน้ำหนักลด ไข้ หรืออ่อนเพลียต่อเนื่อง
เวียนศีรษะไม่ได้สัมพันธ์กับการเปลี่ยนท่า
มีประวัติโรคหัวใจหรือเสียชีวิตกะทันหันในครอบครัว
หากเคยหมดสติ แม้จะฟื้นเอง ก็ควรได้รับการตรวจเพื่อหาสาเหตุ ไม่ควรคิดว่าเป็นเพราะอากาศร้อนหรือพักผ่อนน้อยเสมอไป
เมื่อใดต้องขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน?
โทรสายด่วนการแพทย์ฉุกเฉิน 1669 หากหน้ามืดหรือหมดสติร่วมกับอาการต่อไปนี้
เจ็บหรือแน่นหน้าอก
หายใจลำบาก
หัวใจเต้นผิดจังหวะอย่างชัดเจน
หมดสติขณะออกกำลังกาย
ชักหรือไม่ฟื้นตามปกติ
ใบหน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรง หรือพูดไม่ชัด
ปวดศีรษะรุนแรงฉับพลัน
มีเลือดออกมาก อาเจียนเป็นเลือด หรืออุจจาระดำ
ล้มศีรษะกระแทกหรือได้รับบาดเจ็บรุนแรง
หากมีคนเป็นลม ให้นอนราบในที่ปลอดภัย ตรวจดูการหายใจและเรียกความช่วยเหลือ ไม่ควรป้อนน้ำ อาหาร หรือยาในขณะที่ยังไม่รู้สึกตัว
อาการหน้ามืดหลังลุกเร็วอาจเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว แต่หากเกิดซ้ำหรือมีสัญญาณผิดปกติ ควรตรวจหาสาเหตุ เพราะการดื่มน้ำและลุกช้า ๆ ช่วยได้ในบางกรณีเท่านั้น ไม่สามารถทดแทนการรักษาภาวะซีด โรคหัวใจ หรือปัญหาสุขภาพอื่นได้