ทำไมประจำเดือนจึงทำให้ปวดท้อง?
ช่วงมีประจำเดือน ร่างกายจะสร้างสารที่เรียกว่า “พรอสตาแกลนดิน” ซึ่งทำให้กล้ามเนื้อมดลูกหดตัวเพื่อช่วยขับเยื่อบุโพรงมดลูกออกมา หากมีสารนี้มากหรือมดลูกหดตัวแรง อาจทำให้ปวดเกร็งท้องน้อยได้
อาการปวดแบ่งกว้าง ๆ ได้เป็น 2 กลุ่ม
ปวดประจำเดือนชนิดปฐมภูมิ พบได้บ่อยในวัยรุ่น เกิดจากกระบวนการของรอบเดือนโดยไม่พบโรคในอุ้งเชิงกราน
ปวดประจำเดือนชนิดทุติยภูมิ เกิดจากภาวะอื่น เช่น เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ การติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน ถุงน้ำรังไข่ หรือความผิดปกติของมดลูก
หากความปวดรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ หรือมีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย ควรเข้ารับการตรวจ ไม่ควรสรุปเองว่าเป็นอาการธรรมดาของผู้มีประจำเดือนทุกคน
5 วิธีรับมือเมื่อปวดประจำเดือน
1. ประคบอุ่นบริเวณท้องน้อยหรือหลัง
ความอุ่นอาจช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัวและลดความรู้สึกปวด สามารถใช้ถุงน้ำอุ่น แผ่นประคบร้อน หรืออาบน้ำอุ่นได้
วิธีใช้อย่างปลอดภัย
ห่อถุงน้ำอุ่นด้วยผ้าบาง ๆ ก่อนวางบนผิว
ประคบครั้งละประมาณ 15–20 นาที แล้วพัก
ตรวจอุณหภูมิก่อนใช้ ไม่ให้ร้อนจนแสบ
ไม่วางแผ่นประคบร้อนบนผิวโดยตรง
ไม่ใช้ขณะหลับ เพราะอาจเกิดแผลไหม้โดยไม่รู้ตัว
หยุดใช้ทันทีหากผิวแดง แสบ หรือมีแผล
หากอยู่ที่โรงเรียน อาจใช้แผ่นให้ความร้อนชนิดติดเสื้อผ้าตามคำแนะนำบนฉลาก แต่ต้องระวังไม่ให้สัมผัสผิวโดยตรงเป็นเวลานาน
2. เคลื่อนไหวเบา ๆ และพักเมื่อร่างกายต้องการ
แม้จะรู้สึกไม่อยากขยับ แต่การเดินช้า ๆ ยืดเหยียด หรือออกกำลังกายเบา ๆ อาจช่วยลดอาการปวดในบางคน ไม่จำเป็นต้องออกแรงหนักหรือฝืนทำกิจกรรมเมื่อมีอาการมาก
กิจกรรมที่ลองทำได้
เดินช้า ๆ รอบบ้านหรือบริเวณโรงเรียน
ยืดหลัง สะโพก และต้นขาอย่างนุ่มนวล
ฝึกหายใจเข้า–ออกช้า ๆ
นอนตะแคงงอเข่าในท่าที่รู้สึกสบาย
พักในบริเวณเงียบเมื่อมีคลื่นไส้หรือเวียนศีรษะ
ควรนอนหลับให้เพียงพอ ดื่มน้ำตามปกติ และรับประทานอาหารเป็นมื้อ เพราะการอดอาหารอาจทำให้รู้สึกอ่อนเพลียหรือคลื่นไส้มากขึ้น
3. ใช้ยาแก้ปวดอย่างถูกต้อง ไม่เพิ่มยาเอง
ยาแก้ปวดและยาต้านการอักเสบบางชนิดสามารถช่วยลดการสร้างพรอสตาแกลนดิน จึงช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือนได้ แต่ยาทุกชนิดมีข้อห้ามและผลข้างเคียง จึงควรอ่านฉลากและใช้ตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร
หลักการใช้ยาอย่างปลอดภัย
ปรึกษาผู้ปกครอง เภสัชกร หรือบุคลากรทางการแพทย์
ใช้ยาในขนาดและช่วงเวลาตามฉลาก
ไม่เพิ่มจำนวนเม็ดเมื่อยังไม่หายปวด
ไม่ใช้ยาแก้ปวดหลายยี่ห้อพร้อมกันโดยไม่ตรวจส่วนประกอบ
ไม่แบ่งยาของผู้อื่นมาใช้
แจ้งประวัติแพ้ยา โรคประจำตัว และยาที่ใช้อยู่
หลีกเลี่ยงยาต้านการอักเสบบางชนิดหากมีโรคไต โรคกระเพาะ เลือดออกง่าย หรือแพทย์เคยห้ามใช้
ผู้มีอายุต่ำกว่า 16 ปีไม่ควรใช้แอสไพริน เว้นแต่แพทย์สั่ง
ยาต้านการอักเสบมักได้ผลดีเมื่อใช้ตั้งแต่เริ่มมีอาการหรือเริ่มมีประจำเดือน แต่ควรได้รับคำแนะนำที่เหมาะกับอายุ น้ำหนัก และสุขภาพของแต่ละคน ไม่ควรซื้อยาฮอร์โมนหรือยาคุมกำเนิดมาใช้รักษาอาการเอง
หากใช้ยาตามคำแนะนำแล้วยังปวดรุนแรง ควรพบแพทย์แทนการเพิ่มยาเอง ACOG
4. จดบันทึกรอบเดือนและระดับความปวด
การบันทึกอาการช่วยให้รู้ว่าความปวดเกิดขึ้นช่วงใด รุนแรงแค่ไหน และมีผลต่อชีวิตมากเพียงใด รวมถึงเป็นข้อมูลสำคัญเมื่อไปพบแพทย์
ข้อมูลที่ควรบันทึก
วันแรกและวันสุดท้ายของประจำเดือน
ปริมาณเลือดโดยประมาณ
ความถี่ในการเปลี่ยนผ้าอนามัย
ระดับความปวดจาก 0–10
ตำแหน่งที่ปวดและระยะเวลาที่ปวด
อาการร่วม เช่น คลื่นไส้ ท้องเสีย หรือเป็นลม
ยาที่ใช้ ขนาดยา และผลหลังใช้
วันที่ต้องขาดเรียนหรือหยุดกิจกรรม
อาการปวดเมื่อปัสสาวะ ขับถ่าย หรือมีเพศสัมพันธ์
ไม่จำเป็นต้องมีรอบเดือน 28 วันเท่ากันทุกคน แต่หากรอบเดือนเปลี่ยนแปลงมาก เลือดออกนาน หรือมีเลือดออกระหว่างรอบ ควรนำบันทึกไปปรึกษาแพทย์
5. บอกคนใกล้ตัวและพบแพทย์เมื่ออาการกระทบชีวิต
ไม่ควรต้องซ่อนอาการหรือพยายามทนเรียนทั้งที่ปวดจนทำอะไรไม่ได้ ควรบอกผู้ปกครอง ครูประจำชั้น ครูห้องพยาบาล หรือบุคคลที่ไว้วางใจ เพื่อขอเวลาพัก ประคบอุ่น หรือไปพบแพทย์
การปวดจนขาดเรียนทุกเดือน ไม่สามารถนั่งเรียน มีสมาธิ หรือนอนหลับได้ ถือว่าอาการส่งผลต่อชีวิตประจำวันและสมควรได้รับการประเมิน
แพทย์อาจสอบถามประวัติรอบเดือน ตรวจร่างกาย ตรวจเลือด หรืออัลตราซาวนด์ตามความจำเป็น การไปพบแพทย์ไม่ได้แปลว่าจะต้องตรวจภายในทุกคน โดยเฉพาะวัยรุ่น แพทย์จะพิจารณาตามอาการ อายุ และความเหมาะสม พร้อมอธิบายก่อนตรวจ
สัญญาณแบบไหนที่ไม่ควรฝืนทน?
ควรนัดพบแพทย์เมื่อมีอาการต่อไปนี้
ปวดจนขาดเรียนหรือทำกิจวัตรตามปกติไม่ได้
อาการปวดรุนแรงขึ้นทุกเดือน
เคยปวดไม่มาก แต่เริ่มปวดรุนแรงผิดปกติ
ใช้ยาแก้ปวดอย่างถูกต้องแล้วไม่ดีขึ้น
ประจำเดือนมามากขึ้น นานขึ้น หรือมาไม่สม่ำเสมอ
ต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยทุก 1–2 ชั่วโมงเป็นประจำ
มีเลือดออกระหว่างรอบเดือน
ปวดเวลาปัสสาวะ ขับถ่าย หรือมีเพศสัมพันธ์
ปวดท้องน้อยนอกช่วงมีประจำเดือน
อ่อนเพลียมาก หน้ามืด ใจสั่น หรือสงสัยภาวะซีด
มีอาการปวดเรื้อรังจนกระทบอารมณ์และคุณภาพชีวิต
อาการปวดประจำเดือนที่รุนแรงจนหยุดกิจกรรมตามปกติ อาจเป็นหนึ่งในอาการของภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่ปวดมากจะมีภาวะนี้ จำเป็นต้องให้แพทย์ประเมินร่วมกับอาการอื่น NHS: Endometriosis
อาการใดควรไปโรงพยาบาลโดยเร็ว?
ควรขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ทันทีเมื่อ
ปวดท้องน้อยรุนแรงฉับพลันหรือปวดมากกว่าทุกครั้ง
ปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ จนขยับตัวลำบาก
เลือดออกมากร่วมกับหน้ามืด เป็นลม ใจเต้นเร็ว หรือหายใจลำบาก
มีไข้สูง หนาวสั่น อาเจียนต่อเนื่อง หรือตกขาวผิดปกติ
มีโอกาสตั้งครรภ์หรือผลตรวจครรภ์เป็นบวกแล้วมีอาการปวดหรือเลือดออก
ปวดท้องข้างเดียวรุนแรงร่วมกับเวียนศีรษะหรือเป็นลม
หากมีอาการรุนแรงฉุกเฉิน สามารถโทรสายด่วนการแพทย์ฉุกเฉิน 1669
ไม่ควรพูดว่า “ทุกคนก็ปวดเหมือนกัน”
อาการปวดของแต่ละคนไม่เท่ากัน การบอกให้ทนหรือมองว่าเป็นข้ออ้าง อาจทำให้วัยรุ่นไม่ได้รับการตรวจและรักษาที่เหมาะสม คนใกล้ตัวควรรับฟัง ช่วยจัดเวลาพัก และสนับสนุนให้พบแพทย์เมื่ออาการรบกวนชีวิต
อาการปวดประจำเดือนพบได้บ่อย แต่ “ปวดจนเรียนไม่ไหว” ไม่ใช่เรื่องที่ต้องทนทุกเดือน การประคบอุ่น เคลื่อนไหวเบา ๆ ใช้ยาอย่างปลอดภัย จดบันทึกอาการ และเข้ารับการประเมินเมื่อผิดปกติ จะช่วยให้รับมือกับรอบเดือนได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยยิ่งขึ้น




