กลิ่นตัวไม่ใช่เครื่องวัดว่าคนคนนั้น “สกปรก” เสมอไป เพราะปริมาณเหงื่อ แบคทีเรียบนผิว พันธุกรรม ฮอร์โมน ยา และโรคบางชนิดล้วนมีส่วนเกี่ยวข้อง
5 วิธีดูแลกลิ่นตัวอย่างถูกต้อง
1. ทำความสะอาดบริเวณที่เกิดกลิ่นและเช็ดให้แห้ง
ควรอาบน้ำเป็นประจำและล้างบริเวณที่มีเหงื่อสะสมง่าย เช่น รักแร้ ขาหนีบ ซอกผิวหนัง และเท้า โดยเฉพาะหลังออกกำลังกาย เดินทางกลางอากาศร้อน หรือทำกิจกรรมจนเหงื่อออกมาก
ใช้สบู่หรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดชนิดอ่อนโยน ล้างผลิตภัณฑ์ออกให้หมด และเช็ดผิวให้แห้ง เพราะความชื้นที่ตกค้างอาจทำให้แบคทีเรียหรือเชื้อราบางชนิดเจริญได้ดีขึ้น
แนวทางง่าย ๆ
อาบน้ำหลังเหงื่อออกมากเมื่อทำได้
ล้างรักแร้ ขาหนีบ และเท้าอย่างอ่อนโยน
เช็ดบริเวณซอกพับและซอกนิ้วเท้าให้แห้ง
หลีกเลี่ยงการขัดผิวแรงหรือใช้สบู่รุนแรง
ไม่ฉีดน้ำหอมลงบนผิวที่แสบ ถลอก หรือเพิ่งโกนขน
การล้างบ่อยเกินไปด้วยผลิตภัณฑ์แรง ๆ อาจทำให้ผิวแห้ง คัน และระคายเคือง จึงไม่จำเป็นต้องถูผิวจนรู้สึกตึงหรือแสบ
2. เปลี่ยนเสื้อผ้าและลดความอับชื้น
เหงื่อและกลิ่นสามารถสะสมอยู่ในเสื้อ ถุงเท้า รองเท้า และอุปกรณ์กีฬา แม้อาบน้ำแล้ว หากกลับมาใส่เสื้อผ้าชุดเดิม กลิ่นก็อาจกลับมาได้อย่างรวดเร็ว
ควรเลือกเสื้อผ้าที่สะอาด ไม่รัดแน่นเกินไป และระบายอากาศได้เหมาะกับกิจกรรม หากเสื้อเปียกเหงื่อมากควรเปลี่ยนโดยเร็ว
สิ่งที่ช่วยได้
เปลี่ยนเสื้อชั้นใน เสื้อกีฬา และถุงเท้าทุกวัน
เปลี่ยนทันทีเมื่อเปียกเหงื่อมาก
ซักชุดกีฬาและผ้าเช็ดตัวหลังใช้งาน
ไม่ใช้ผ้าเช็ดตัวหรือเสื้อผ้าร่วมกับผู้อื่น
ผึ่งรองเท้าให้แห้งก่อนนำกลับมาใส่
สลับรองเท้า ไม่ใส่คู่เดิมที่ยังชื้นติดต่อกัน
เลือกถุงเท้าและรองเท้าที่ช่วยระบายอากาศ
หากกลิ่นมาจากเท้า ควรสังเกตอาการคัน ลอก แดง หรือผิวแตกตามซอกนิ้วร่วมด้วย เพราะอาจมีเชื้อราที่เท้า ซึ่งต้องได้รับการดูแลต่างจากกลิ่นเหงื่อทั่วไป
3. เลือกผลิตภัณฑ์ลดเหงื่อ ไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์กลบกลิ่น
ผลิตภัณฑ์ที่ใช้บริเวณรักแร้มีหน้าที่ต่างกัน
ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่น หรือ Deodorant ช่วยลดหรือบดบังกลิ่น แต่ไม่ได้ลดปริมาณเหงื่อเป็นหลัก
ผลิตภัณฑ์ลดเหงื่อ หรือ Antiperspirant ช่วยลดเหงื่อที่ออก จึงลดความชื้นที่ทำให้เกิดกลิ่นตามมา
หากมีเหงื่อออกมาก การเลือก Antiperspirant อาจตรงกับปัญหามากกว่าการใช้น้ำหอมหรือ Deodorant เพียงอย่างเดียว American Academy of Dermatology ระบุว่าผลิตภัณฑ์ลดเหงื่อช่วยลดปริมาณเหงื่อ ขณะที่ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นเน้นจัดการกลิ่น American Academy of Dermatology
วิธีใช้ให้เหมาะสม
อ่านฉลากและใช้ตามคำแนะนำของผลิตภัณฑ์
ทาลงบนผิวที่สะอาดและแห้งสนิท
ผลิตภัณฑ์บางชนิดแนะนำให้ทาก่อนนอน เพื่อให้ทำงานขณะเหงื่อออกน้อย
ไม่ควรทาบนผิวที่มีแผล แสบ หรือระคายเคือง
หลังโกนขน หากผิวแสบง่ายควรรอให้ผิวสงบก่อน
หากเกิดผื่น คัน หรือแสบรุนแรง ให้หยุดใช้และปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์
ไม่ควรนำผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่าใช้สำหรับรักแร้ไปทาบริเวณจุดซ่อนเร้นหรือทั่วร่างกายโดยไม่ได้อ่านฉลาก เพราะผิวในแต่ละบริเวณมีความบอบบางต่างกัน และน้ำหอมหรือสารบางชนิดอาจทำให้ระคายเคืองได้
4. ดูแลเท้า รองเท้า และของใช้ที่สัมผัสเหงื่อ
เท้ามีต่อมเหงื่อจำนวนมาก และมักอยู่ในรองเท้าที่ปิดเป็นเวลานาน จึงเกิดความอับชื้นได้ง่าย กลิ่นเท้ามักเกี่ยวข้องกับการสะสมของเหงื่อและแบคทีเรีย แต่บางรายอาจมีเชื้อราร่วมด้วย
แนวทางดูแล
ล้างเท้าอย่างน้อยวันละครั้งและหลังทำกิจกรรมที่เหงื่อออกมาก
เช็ดซอกนิ้วเท้าให้แห้งทุกครั้ง
เปลี่ยนถุงเท้าทุกวัน หรือระหว่างวันหากชื้นมาก
ไม่ใส่รองเท้าคู่เดิมซ้ำขณะที่ยังไม่แห้ง
ทำความสะอาดแผ่นรองรองเท้าตามคำแนะนำ
ไม่ใช้รองเท้าและถุงเท้าร่วมกับผู้อื่น
ใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับเท้าหรือผลิตภัณฑ์ลดเหงื่อตามคำแนะนำของเภสัชกร
NHS แนะนำให้รักษาเท้าให้สะอาดและแห้ง ใช้รองเท้าที่ระบายอากาศ และปล่อยให้รองเท้าแห้งก่อนนำกลับมาใส่ NHS: กลิ่นเท้า
5. สังเกตสิ่งกระตุ้นและการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย
ความเครียด ความร้อน การออกกำลังกาย และการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในวัยรุ่นสามารถกระตุ้นให้เหงื่อออกมากขึ้นได้ บางคนอาจสังเกตว่ากลิ่นตัวเปลี่ยนหลังรับประทานอาหารบางชนิด ดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน หรือใช้ยาและอาหารเสริมบางประเภท
ไม่จำเป็นต้องงดอาหารหลายอย่างโดยไม่มีเหตุผล ควรจดบันทึกว่าอาการเกิดเมื่อใด กินหรือใช้ผลิตภัณฑ์อะไร และมีเหงื่อมากกว่าปกติหรือไม่ แล้วปรับเฉพาะสิ่งที่สังเกตว่ามีความสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอ
วิธีลดเหงื่อระหว่างวัน
พักในที่อากาศถ่ายเทเมื่อรู้สึกร้อน
พกเสื้อหรือถุงเท้าสำรอง
ซับเหงื่อด้วยผ้าสะอาด ไม่ถูผิวแรง
ดื่มน้ำให้เหมาะกับกิจกรรมและสภาพอากาศ
ฝึกหายใจช้า ๆ เมื่อเหงื่อออกจากความตื่นเต้น
ไม่ใช้ผลิตภัณฑ์หลายชนิดซ้อนกันจนผิวระคายเคือง
เหงื่อออกมากแบบไหนอาจเป็นภาวะเหงื่อออกมากผิดปกติ?
หากเหงื่อออกมากแม้อยู่ในที่เย็นหรือไม่ได้ออกแรง เหงื่อไหลจนเสื้อเปียก ต้องเปลี่ยนเสื้อหลายครั้ง จับปากกาหรือโทรศัพท์ลำบาก หรือกระทบการเรียนและการเข้าสังคม อาจเข้าข่ายภาวะเหงื่อออกมากผิดปกติ หรือ Hyperhidrosis
ภาวะนี้อาจเกิดขึ้นโดยไม่มีโรคอื่นเป็นสาเหตุ หรืออาจสัมพันธ์กับโรค ยา และการเปลี่ยนแปลงบางอย่างในร่างกาย มีแนวทางรักษาตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ลดเหงื่อชนิดเข้มข้น ยา ไปจนถึงหัตถการที่แพทย์พิจารณาตามความเหมาะสม ไม่จำเป็นต้องทนหรือใช้น้ำหอมกลบไปตลอด
เมื่อใดควรปรึกษาแพทย์?
ควรพบแพทย์หรือบุคลากรสาธารณสุขเมื่อ
กลิ่นตัวเปลี่ยนไปอย่างชัดเจนโดยไม่ทราบสาเหตุ
กลิ่นยังรุนแรงหลังดูแลตนเองอย่างเหมาะสม
เหงื่อออกมากผิดปกติหรือเริ่มเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน
มีเหงื่อออกกลางคืนจนเสื้อหรือที่นอนเปียก
มีไข้ ใจสั่น มือสั่น น้ำหนักลด หรืออ่อนเพลียร่วมด้วย
ผิวรักแร้หรือซอกพับแดง เจ็บ คัน บวม หรือมีหนอง
มีก้อนเจ็บใต้ผิวเกิดซ้ำบริเวณรักแร้หรือขาหนีบ
กลิ่นตัวกระทบความมั่นใจ การเรียน หรือการเข้าสังคม
แพทย์สามารถช่วยตรวจแยกว่าปัญหาเกิดจากเหงื่อมาก การติดเชื้อที่ผิวหนัง ผลข้างเคียงจากยา หรือภาวะสุขภาพอื่น และเลือกแนวทางรักษาที่เหมาะสมได้ NHS: กลิ่นตัว
สิ่งสำคัญที่วัยรุ่นควรรู้
กลิ่นตัวในช่วงวัยรุ่นเป็นเรื่องที่พบได้บ่อย ไม่ใช่เรื่องน่าอายและไม่ควรนำมาล้อเลียนกัน การดูแลที่ได้ผลควรเริ่มจากการลดเหงื่อ ความอับชื้น และการสะสมของแบคทีเรีย มากกว่าการฉีดน้ำหอมทับ
จำง่าย ๆ ว่า “ล้างให้สะอาด เช็ดให้แห้ง เปลี่ยนเสื้อผ้า เลือกผลิตภัณฑ์ให้ตรงปัญหา และตรวจเมื่อมีอาการผิดปกติ”