นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมความพร้อมสำหรับการเจรจาทางเทคนิคด้านภาษีกับทางการสหรัฐอเมริกาในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้ โดย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะนำชุดข้อมูลด้านการค้า การลงทุน และห่วงโซ่การผลิตระหว่างสองประเทศ เข้าสู่โต๊ะเจรจาเพื่อรักษาขีดความสามารถทางการแข่งขันและผลประโยชน์สูงสุดของผู้ส่งออกไทย
สำหรับความคืบหน้ารายการสินค้าภายใต้มาตรการตามมาตรา 301 และมาตรา 232 ปัจจุบันสินค้าไทยประมาณร้อยละ 72 ได้รับการยกเว้นภาษีแล้ว ขณะที่อีกร้อยละ 28 ยังอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลเพื่อผลักดันให้ได้รับอัตราภาษีที่ต่ำที่สุด หรือได้รับการยกเว้นเพิ่มเติม ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นสัดส่วนของรายการสินค้าในกรอบมาตรการ ไม่ใช่สัดส่วนมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของไทย
ประเด็นสำคัญที่จะนำไปประกอบการเจรจา คือบทบาทของภาคเอกชนไทยต่อระบบเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งปัจจุบันมียอดเงินลงทุนสะสมเกือบ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีแผนลงทุนต่อเนื่องอีกกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ ยังพบว่าอย่างน้อยร้อยละ 30 ของยอดเกินดุลการค้าของไทยกับสหรัฐฯ เกิดจากการส่งออกของบริษัทสัญชาติสหรัฐฯ ที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงห่วงโซ่อุปทานและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก
รัฐบาลเน้นย้ำว่า ตัวเลขการลงทุนของภาคเอกชนไทยไม่ใช่เงื่อนไขที่นำไป "แลกเปลี่ยน" กับการยกเว้นภาษี แต่เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ที่สะท้อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เช่นเดียวกับกระแสข่าวเรื่องการนำความร่วมมือทางทหารมาผูกโยง ซึ่งขอยืนยันว่าการเจรจาครั้งนี้ดำเนินการภายใต้กรอบการค้าและการลงทุนอย่างเคร่งครัด ไม่มีการนำความร่วมมือด้านความมั่นคงมาต่อรองทางภาษี ทั้งนี้ แม้รัฐบาลจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้ได้เงื่อนไขที่ดีที่สุด แต่ผลลัพธ์สุดท้ายยังต้องขึ้นอยู่กับการเจรจาและการพิจารณาของฝ่ายสหรัฐฯ ร่วมด้วย





