อนุทินแจงเตรียมเสบียง 72 ชั่วโมง ไม่ใช่สัญญาณสงคราม ย้ำไทยมีอาหาร-พลังงานมั่นคง มั่นใจไทยรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินได้ ชี้จุดแข็งเป็นประเทศผู้ผลิตอาหารครบวงจร พร้อมเปิดรับนักลงทุน ย้ำใช้ AI ต้องไม่ทำให้คนไทยตกงาน
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวในรายการ “คุยกับนายกฯ อนุทิน” ถึงกระแสการเตรียมเสบียงสำหรับดำรงชีวิต 72 ชั่วโมงว่า ไม่ได้หมายความว่าประเทศกำลังเข้าสู่ภาวะสงครามหรือกำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนอาหาร ประชาชนยังสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับระบบเตือนภัย การช่วยเหลือ และการเข้าถึงประชาชนกลุ่มเปราะบางอย่างรวดเร็วเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงกรณีการโจมตีทางไซเบอร์ในต่างประเทศที่ส่งผลกระทบต่อระบบห่วงโซ่อาหารว่า สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงจุดแข็งของประเทศไทยในฐานะประเทศผู้ผลิตอาหารครบวงจร ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาอาหารนำเข้าหรือระบบจัดเก็บจากศูนย์กลางเพียงช่องทางเดียว นอกจากผลิตอาหารได้เพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศแล้ว ยังสามารถต่อยอดเป็นสินทรัพย์ทางยุทธศาสตร์และรองรับตลาดต่างประเทศได้ด้วย
ส่วนด้านพลังงาน นายอนุทินระบุว่า ประเทศไทยไม่มีปัญหาเรื่องปริมาณน้ำมันหรือแหล่งนำเข้า เนื่องจากมีการกระจายแหล่งจัดหาจากหลายภูมิภาค แต่ปัจจัยที่ส่งผลกระทบคือความผันผวนของราคาพลังงาน รัฐบาลจึงต้องใช้ทั้งมาตรการทางภาษีและการขอความร่วมมือจากโรงกลั่น เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน
สำหรับการลงทุนจากต่างประเทศ นายกรัฐมนตรีระบุว่า รัฐบาลพร้อมหารือกับนักลงทุนทุกกลุ่ม โดยจุดแข็งของไทยในปัจจุบันไม่ใช่แรงงานราคาถูก แต่เป็นคุณภาพของคนไทยที่สามารถพัฒนาทักษะให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจยุคปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ได้
นายอนุทินย้ำว่า ประเทศไทยต้องเป็นฝ่ายควบคุมและใช้ประโยชน์จาก AI ไม่ใช่ปล่อยให้เทคโนโลยีเข้ามาควบคุมมนุษย์หรือทำให้ประชาชนตกงาน นักลงทุนที่เข้ามาจึงควรมีส่วนสร้างการจ้างงานและถ่ายทอดโอกาสให้แรงงานไทย ไม่ใช่นำเงินทุนเข้ามาเพียงอย่างเดียว พร้อมระบุว่าโจทย์สำคัญของประเทศไทยต่อจากนี้คือการเดินหน้าโดยไม่สร้างอุปสรรคให้กับตัวเอง




