รัฐบาลคุมเข้มเอกสารเกิด ปิดช่องสวมสิทธิ์สัญชาติไทย รพ.เอกชนส่งข้อมูลออนไลน์ 1 ธ.ค.ตรวจสอบย้อนหลังได้ ย้ำรับรองการเกิดไม่เท่ากับรับรองสัญชาติ

รัฐบาลเตรียมยกระดับมาตรการป้องกันการใช้เอกสารการเกิดเพื่อแสวงหาสัญชาติไทยโดยมิชอบ โดยกำหนดให้สถานพยาบาลเอกชนทั่วประเทศกว่า 400 แห่ง เปลี่ยนมาใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ในการส่งหนังสือรับรองการเกิด หรือแบบ ท.ร.1/1 ผ่านระบบของกรมการปกครอง ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2569 เป็นต้นไป แทนการจัดส่งเอกสารในรูปแบบกระดาษ เพื่อเพิ่มความถูกต้องและตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังได้

วันนี้ (7 พฤศจิกายน 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงมหาดไทยร่วมกันกำหนดมาตรการดังกล่าว โดยกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) มีหน้าที่ตรวจสอบและขึ้นทะเบียนบุคลากรที่สถานพยาบาลเอกชนแต่งตั้งให้เป็นผู้ยื่นหนังสือรับรองการเกิด ส่วนกรมการปกครองรับผิดชอบระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้การส่งข้อมูลเป็นมาตรฐานเดียวกัน ลดช่องโหว่การปลอมแปลงเอกสาร และป้องกันการนำข้อมูลการเกิดไปใช้แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ

มาตรการนี้เป็นไปตามนโยบายของนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่กำชับให้ตรวจสอบสถานพยาบาลเอกชนที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดทำเอกสารเท็จ เพื่อให้เด็กได้รับสัญชาติไทยโดยมิชอบ พร้อมประสานความร่วมมือระหว่างกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กรมการปกครอง สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลและเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบ

รองโฆษกรัฐบาลย้ำว่า หนังสือรับรองการเกิดที่ออกโดยสถานพยาบาลเป็นเอกสารรับรองข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเกิด เช่น วัน เวลา สถานที่ และวิธีการคลอด ไม่ใช่เอกสารรับรองสัญชาติไทย ขณะเดียวกัน การส่งข้อมูลผ่านระบบออนไลน์ก็ไม่ได้ทำให้การแจ้งเกิดเสร็จสมบูรณ์โดยอัตโนมัติ ผู้ปกครองหรือผู้มีหน้าที่ตามกฎหมายยังต้องไปดำเนินการแจ้งเกิดต่อสำนักทะเบียนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

ส่วนกรณีมารดาเป็นชาวต่างชาติและบิดาเป็นคนไทย สถานพยาบาลจะรับรองข้อมูลการเกิดตามข้อเท็จจริง โดยไม่ดำเนินการจดทะเบียนแจ้งเกิดแทนครอบครัว หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างบิดากับบุตร อาจแนะนำให้ตรวจสารพันธุกรรม หรือ DNA จากสถาบันที่รัฐรับรอง เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาของนายทะเบียน ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าเด็กทุกคนหรือทุกครอบครัวไทย–ต่างชาติจะต้องตรวจ DNA

นางสาวลลิดาระบุว่า การใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์จะช่วยตรวจสอบตัวบุคคลที่ยื่นเอกสารและติดตามข้อมูลย้อนหลังได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ต้องแยกขั้นตอนการออกหนังสือรับรองการเกิด การแจ้งเกิด และการพิจารณาสัญชาติออกจากกัน เนื่องจากการได้รับสัญชาติไทยต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย ไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเพียงเพราะโรงพยาบาลส่งข้อมูลการเกิด

รัฐบาลจึงขอให้สถานพยาบาลเอกชนเตรียมความพร้อมด้านระบบและขึ้นทะเบียนบุคลากรที่ได้รับมอบหมายก่อนวันที่ 1 ธันวาคม 2569 พร้อมติดตามแนวทางปฏิบัติจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพและกรมการปกครอง ส่วนประชาชนที่ต้องการทราบขั้นตอนการแจ้งเกิด สามารถสอบถามได้จากสถานพยาบาลและสำนักทะเบียนในพื้นที่ โดยรัฐบาลยืนยันว่าจะเดินหน้าป้องกันการทุจริต ควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิของเด็กและครอบครัวตามกฎหมาย