รัฐบาลเตือนเปิดรับบริจาคต้องถูกกฎหมาย ฉ้อโกงประชาชนโทษสูงสุด 20 ปี ส่วนข่าวลือบริจาค 1.8 ล้านครั้งต้องติดคุก 9 ล้านปีไม่เป็นความจริง ชี้การนับกระทงความผิดต้องดูพฤติการณ์ ไม่ใช่จำนวนธุรกรรมอย่างเดียว

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาเตือนประชาชนที่เปิดรับบริจาคเงินให้ดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย หลังพบการเผยแพร่ข้อมูลบนสื่อออนไลน์เกี่ยวกับการคำนวณโทษคดีฉ้อโกงประชาชน โดยกล่าวอ้างว่าหากมีผู้บริจาคเงิน 1.8 ล้านครั้ง จะเท่ากับมีความผิด 1.8 ล้านกระทง และอาจถูกลงโทษจำคุกถึง 9 ล้านปี ซึ่งเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อน

รองโฆษกรัฐบาลชี้แจงว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนการพิจารณาว่าการกระทำเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม ต้องพิจารณาจากลักษณะการหลอกลวง เจตนา วันเวลา และพฤติการณ์ของคดี ไม่สามารถนำจำนวนครั้งของการโอนเงินหรือธุรกรรมมาใช้ตัดสินจำนวนกระทงความผิดโดยอัตโนมัติ

ขณะที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 กำหนดหลักเกณฑ์การลงโทษกรณีกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน โดยหากความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกสูงสุดเกิน 3 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว ต้องไม่เกิน 20 ปี

นอกจากนี้ ยังเตือนเรื่องการเปิดรับบริจาคเงินผ่านมูลนิธิหรือบัญชีส่วนตัว รวมถึงการนำเงินบริจาคไปใช้ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ที่แจ้งไว้ ซึ่งอาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมาย โดยกรณีการเรี่ยไรที่อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ. 2487 ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ขณะที่การหลอกลวงประชาชนเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินบริจาค อาจเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา

รองโฆษกรัฐบาลระบุด้วยว่า นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ตรวจสอบและจัดระเบียบมูลนิธิทั่วประเทศ โดยประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำกับดูแลตั้งแต่ขั้นตอนการจดทะเบียน การดำเนินกิจการ ไปจนถึงวิธีการเปิดรับบริจาค เพื่อป้องกันการใช้มูลนิธิเป็นฉากบังหน้าในการแสวงหาประโยชน์ส่วนตัว

ทั้งนี้ หากตรวจพบการกระทำที่ผิดวัตถุประสงค์ เข้าข่ายฉ้อโกงประชาชน หรือมีความผิดฐานฟอกเงิน จะต้องดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด พร้อมย้ำว่าการบริหารเงินบริจาคและทรัพย์สินของมูลนิธิต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่จดทะเบียนไว้