ผบช.ก. ชี้ภายใน 2-3 วัน รวบรวมพยานหลักฐานยื่นขอศาลออกหมายจับกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้อง การเบิกจ่ายเงินมูลนิธิองค์กรทำดี ย้ำให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย รวมถึง "บุ๋ม ปนัดดา" ยึดหลักกฎหมายอย่างเท่าเทียม
เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 พลตำรวจโท ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าการรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อเตรียมยื่นคำร้องต่อศาลขอออกหมายจับกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเบิกจ่ายเงินออกจากบัญชี "มูลนิธิองค์กรทำดี" โดยนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ว่า ในวันนี้จะมีการประชุมร่วมกับคณะพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เพื่อติดตามสรุปผลการดำเนินงานและพิจารณาข้อกฎหมายอย่างละเอียด หากพบความผิดฐานฉ้อโกงหรือข้อหาอื่นอย่างชัดเจน จะต้องดำเนินคดีไปตามกฎหมายทุกประการ
ส่วนกรณีที่ นางสาวปนัดดา วงษ์ผู้ดี หรือ "บุ๋ม ปนัดดา" ประธานมูลนิธิฯ ได้ส่งหนังสือถึง ผบช.ก. เพื่อแสดงเจตนาสุจริตและพร้อมให้ความร่วมมือกับพนักงานสอบสวนนั้น พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ ระบุว่า หนังสือดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบเนื้อหา แต่ยืนยันว่าตำรวจปฏิบัติต่อทุกคนในฐานะประชาชนเท่าเทียมกัน และไม่มีการต่อรองใดๆ ทั้งสิ้น สำหรับกรณีที่มีกระแสข่าวเรื่องการขอปล่อยตัวชั่วคราวโดยอ้างเหตุผลว่าต้องออกไปหาเงินใช้หนี้คืนมูลนิธิฯ หรือภาระดูแลลูกเล็กนั้น ตำรวจจะพิจารณาจากพฤติการณ์และพยานหลักฐานตามหลักกฎหมายเป็นสำคัญ ไม่สามารถนำมาใช้เป็นข้อต่อรองได้
ผบช.ก. เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ในช่วง 2 วันที่ผ่านมา พนักงานสอบสวนได้รับข้อมูลเพิ่มเติมจากพยาน และได้ขยายผลไปถึงประเด็นที่มีเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น เรื่องนิติกรรมที่ดิน ซึ่งได้ดำเนินการไปพอสมควรแล้ว โดยคาดว่า ภายใน 2–3 วันนี้ หรือไม่เกินวันศุกร์นี้ จะมีความชัดเจนแน่นอนว่าจะสามารถยื่นขอศาลออกหมายจับบุคคลใดบ้างและกี่ราย ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานว่าเหรัญญิกของมูลนิธิฯ ประสานเข้าพบตำรวจแต่อย่างใด
ทั้งนี้ หากนางสาวปนัดดา เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนด้วยตนเอง ตำรวจก็มีกระบวนการรองรับและต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ส่วนจะเข้าข่ายคัดค้านการประกันตัวหรือไม่ ต้องดูพฤติการณ์ในขณะนั้น สำหรับข้อหาว่าจะเข้าข่าย "ยักยอกทรัพย์" หรือ "ฉ้อโกงประชาชน" นั้น คณะทำงานได้มีการหารือร่วมกับฝ่ายตุลาการและฝ่ายกฎหมายอย่างใกล้ชิด โดยยึดพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และพฤติการณ์ของผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดเป็นหลักในการสั่งคดี




