“นายกฯ” เปิด 4 ยุทธศาสตร์ Reinvent Thailand ยกเครื่องเศรษฐกิจไทย
“นายกฯ” เปิด 4 ยุทธศาสตร์ Reinvent Thailand ยกเครื่องเศรษฐกิจไทย ดัน AI–ดาต้าเซ็นเตอร์ เร่ง BOI ปลดล็อกลงทุน
“นายกฯ” ประกาศยกเครื่องประเทศไทยผ่าน 4 ยุทธศาสตร์ใหญ่ ดันพลังงานมั่นคง สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ยกระดับแรงงานรับ AI และสร้างการเมืองสร้างสรรค์ เร่ง Thailand Fast Pass ให้ BOI เป็นแม่งานปลดล็อกการลงทุน พร้อมดึงบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกสร้างงาน ถ่ายทอดเทคโนโลยี และพัฒนาคนไทย ย้ำประเทศต้องเติบโตจากจุดแข็งที่มีอยู่ สร้างความเชื่อมั่นทั้งในและต่างประเทศ
วันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026 ภายใต้แนวคิด “Reinvent Thailand” ประกาศทิศทางยกระดับเศรษฐกิจไทยเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลก โดยรัฐบาลวางยุทธศาสตร์สำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ Reinvent Energy, Reinvent Economy, Reinvent People และ Reinvent Politics
นายกรัฐมนตรีระบุว่า ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเริ่มสร้างประเทศใหม่จากศูนย์ แต่ต้องนำจุดแข็ง ทรัพยากร และศักยภาพที่มีอยู่มาต่อยอด เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง และเพิ่มความยืดหยุ่นในการรับมือความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
สำหรับยุทธศาสตร์ Reinvent Economy รัฐบาลมุ่งผลักดันอุตสาหกรรมแห่งอนาคตให้เป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะเกษตรสมัยใหม่ เทคโนโลยีอาหาร อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เซมิคอนดักเตอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI
รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานรองรับอุตสาหกรรมใหม่ ควบคู่กับการปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ และขั้นตอนการอนุมัติอนุญาต เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของนักลงทุนและภาคอุตสาหกรรม
มาตรการสำคัญคือโครงการ Thailand Fast Pass ซึ่งมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหาและอุปสรรคในการลงทุน
ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการต้องติดต่อหน่วยงานราชการหลายแห่งเพื่อขออนุญาตดำเนินโครงการ บางครั้งเกิดความล่าช้าจากขั้นตอนและข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ รัฐบาลจึงต้องการให้ BOI เข้ามาทำหน้าที่ประสานและช่วยแก้ไขปัญหาในนามรัฐบาล เพื่อให้โครงการลงทุนสามารถเดินหน้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
นายกรัฐมนตรีย้ำว่า การขับเคลื่อนนโยบายลักษณะนี้จำเป็นต้องอาศัยเสถียรภาพทางการเมืองและความเป็นเอกภาพในการบริหารราชการ เพราะการแก้ไขปัญหาการลงทุนมักเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ซึ่งต้องดำเนินงานภายใต้ทิศทางเดียวกัน
รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการพบปะผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ภาคอุตสาหกรรม และนักลงทุนต่างชาติ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของประเทศไทย โดยประเด็นสำคัญในการเจรจากับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการดึงเม็ดเงินลงทุน แต่รวมถึงการสร้างการจ้างงานภายในประเทศ การถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยี ตลอดจนความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาของไทย
รัฐบาลต้องการให้นักลงทุนต่างชาติมีแผนพัฒนาบุคลากรและการจ้างงานอย่างชัดเจน เพื่อให้การลงทุนไม่เพียงสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่ยังช่วยยกระดับความสามารถของแรงงานไทยให้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่เศรษฐกิจโลก
สำหรับ Reinvent Energy นายกรัฐมนตรีระบุว่า ความมั่นคงด้านพลังงานเป็นรากฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจ ประเทศไทยจำเป็นต้องพัฒนาระบบพลังงานให้มีความมั่นคง ยั่งยืน และสามารถปรับตัวรองรับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงได้
โดยยกตัวอย่างกรณีอินโดนีเซียลดปริมาณก๊าซธรรมชาติที่ส่งให้สิงคโปร์ สะท้อนให้เห็นว่าประเทศต่าง ๆ ต้องเตรียมทางเลือกในการจัดหาพลังงาน ทั้งการกระจายแหล่งนำเข้า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการศึกษาเทคโนโลยีพลังงานรูปแบบใหม่ รวมถึงพลังงานนิวเคลียร์
สำหรับประเทศไทย รัฐบาลกำลังเดินหน้าโครงการโซลาร์ภาคประชาชน เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดในระดับครัวเรือน เปิดโอกาสให้ประชาชนผลิตไฟฟ้าใช้เอง และสามารถบริหารค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้มากขึ้น
นโยบายดังกล่าวไม่ได้มีเป้าหมายเพียงการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มปริมาณพลังงานสะอาดในระบบพลังงานของประเทศ และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในระยะยาว
ด้าน Reinvent People รัฐบาลมุ่งพัฒนาทักษะประชาชนให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI ซึ่งกำลังเข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างการจ้างงานในหลายอุตสาหกรรม
แม้เทคโนโลยีบางประเภทจะเข้ามาทดแทนแรงงานมนุษย์ แต่ขณะเดียวกันก็สร้างตำแหน่งงานและความต้องการทักษะรูปแบบใหม่ รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะด้าน AI และการเรียนรู้ตลอดชีวิต ผ่านความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา นายจ้าง และผู้ประกอบการ
เป้าหมายสำคัญคือการทำให้แรงงานไทยมีความพร้อมรองรับความต้องการของตลาดแรงงานทั้งในปัจจุบันและอนาคต รวมถึงได้รับประโยชน์จากการเข้ามาลงทุนของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก
นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานไว้แก่ประชาชนชาวไทย โดยมองว่าการสร้างความสามารถในการพึ่งพาตนเองเป็นแนวคิดที่สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน
ทั้งนี้ หลักปรัชญาดังกล่าวไม่ได้หมายถึงการปิดประเทศหรือปฏิเสธความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แต่เป็นการพัฒนาอย่างรู้เท่าทันศักยภาพของตนเอง มีความพอประมาณ เตรียมพร้อมรับความเสี่ยง และใช้ความรู้ควบคู่กับความรับผิดชอบ
นายกรัฐมนตรีระบุว่า สถานการณ์โลกทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความก้าวหน้าของ AI การเข้าสู่สังคมสูงวัย และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้แต่ละประเทศต้องเร่งสร้างความแข็งแกร่งจากภายใน ควบคู่กับการขยายความร่วมมือระหว่างประเทศ
สำหรับ Reinvent Politics นายกรัฐมนตรีระบุว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่เอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและการบริหารประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมองว่าบรรยากาศทางการเมืองที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง การใช้ถ้อยคำโจมตี และการลดทอนความน่าเชื่อถือของฝ่ายตรงข้าม อาจเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินนโยบายและการแก้ไขปัญหาของประเทศ
จึงต้องการเห็นการเมืองที่ทุกฝ่ายสามารถพูดคุยและตรวจสอบกันอย่างสร้างสรรค์ โดยยึดข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้เป็นพื้นฐาน แทนการใช้ข้อมูลที่ไม่ผ่านการตรวจสอบหรือสร้างความขัดแย้งทางการเมือง
อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรียืนยันว่า ไม่ได้หมายถึงการห้ามวิพากษ์วิจารณ์หรือจำกัดการตรวจสอบรัฐบาล เพราะการตรวจสอบถือเป็นกลไกสำคัญในระบอบประชาธิปไตย แต่ทุกฝ่ายควรให้ความสำคัญกับประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นหลัก
นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงเสถียรภาพของรัฐบาล ซึ่งมีเสียงสนับสนุนในสภาผู้แทนราษฎรเพียงพอที่จะขับเคลื่อนนโยบายได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมแสดงความมั่นใจว่าคณะรัฐมนตรีสามารถทำงาน ชี้แจงข้อสงสัย และตอบข้อซักถามของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้
นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF–World Bank ซึ่งมีผู้เข้าร่วมกว่า 18,000 คน ว่า เป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยกลับมาได้รับความสนใจจากนานาชาติ สะท้อนผ่านแนวคิด “Thailand is Back”
ประเทศไทยมีโอกาสพัฒนาบทบาทเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงเงินทุน เทคโนโลยี และโอกาสทางเศรษฐกิจ หรือ Trusted Connector พร้อมสร้างความร่วมมือระยะยาวที่ได้รับความไว้วางใจ หรือ Trusted Partnership
อย่างไรก็ตาม การยกระดับเศรษฐกิจไทยต้องไม่หยุดอยู่เพียงการสร้างความเชื่อมั่นจากต่างประเทศ แต่ต้องสร้างความไว้วางใจจากประชาชนภายในประเทศ หรือ Trust at Home ควบคู่กัน โดยความสำเร็จของนโยบายต้องสะท้อนผ่านการสร้างงาน เพิ่มรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยอย่างเป็นรูปธรรม
นายกรัฐมนตรีกล่าวสรุปว่า การยกเครื่องประเทศไทยผ่านแนวคิด Reinvent Thailand ไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาลหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเท่านั้น แต่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และประชาชน
รัฐบาลจะเดินหน้าสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ส่งเสริมเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ พัฒนาทักษะแรงงาน และสนับสนุนบรรยากาศทางการเมืองที่สร้างสรรค์ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
เป้าหมายสำคัญคือการนำจุดแข็งของประเทศไทยมาต่อยอดให้เกิดโอกาสทางเศรษฐกิจ ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกในระยะยาว 





