เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2569 สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) เปิดเผยผลการศึกษาของทีมนักวิจัยจาก Koch Institute for Integrative Cancer Research ซึ่งพัฒนาอนุภาคระดับนาโนให้เป็นระบบนำส่งวัคซีนมะเร็ง โดยสามารถปรับชนิดและปริมาณแอนติเจน ซึ่งเป็นสารที่กระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันจดจำและตอบสนองต่อเซลล์มะเร็งได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น งานวิจัยดังกล่าวนำโดยศาสตราจารย์แองเจลา เบลเชอร์ (Angela Belcher) และเซิ่งหนาน หวง (Shengnan Huang) นักวิจัยประจำสถาบัน Koch โดยเผยแพร่ผลการศึกษาในวารสารวิชาการ Advanced Healthcare Materials
หัวใจของเทคโนโลยีนี้คือการนำแบคเทอริโอเฟจ M13 (M13 Bacteriophage) ซึ่งเป็นไวรัสที่ติดเชื้อแบคทีเรียและไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ มาดัดแปลงพันธุกรรมให้มีลักษณะเป็นเส้นใยขนาดนาโน ก่อนติดตั้งแอนติเจนของมะเร็งบนพื้นผิว แอนติเจนเหล่านี้ทำหน้าที่เสมือนเครื่องหมายให้ระบบภูมิคุ้มกันจดจำเป้าหมาย และกระตุ้นการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดทีเซลล์ (T cells) ซึ่งมีบทบาทในการกำจัดเซลล์ผิดปกติ
จุดเด่นของเทคโนโลยีคือ นักวิจัยสามารถควบคุมความหนาแน่นของแอนติเจนบนอนุภาคได้ รวมทั้งปรับองค์ประกอบทางพันธุกรรมของไวรัส เพื่อช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันผ่านกลไก TLR9 โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งสารเสริมฤทธิ์วัคซีนแยกต่างหากในรูปแบบที่ทดสอบ

นักวิจัยพัฒนาอนุภาควัคซีนให้มีความหนาแน่นของแอนติเจนตั้งแต่ประมาณ 6% ถึง 70% ก่อนเปรียบเทียบวัคซีนสองสูตรที่มีความหนาแน่น 6% และ 35% ผลการทดลองในหนูพบว่า สูตรที่มีแอนติเจน 35% ให้ผลป้องกันการเกิดเนื้องอกได้ดีกว่า โดยเฉพาะเมื่อหนูได้รับเซลล์มะเร็งผิวหนังเมลาโนมาที่แสดงแอนติเจนเป้าหมายหลังการฉีดวัคซีน นอกจากนี้ หนูที่ได้รับวัคซีนสูตรดังกล่าวยังมีการตอบสนองของทีเซลล์ต่อแอนติเจนเป้าหมายสูงกว่า สอดคล้องกับการทำงานของเซลล์เดนไดรติก ซึ่งมีหน้าที่ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน
ทีมวิจัยยังทดสอบวัคซีนที่บรรทุกแอนติเจนชนิด ADPGK ซึ่งเป็นแอนติเจนที่เกี่ยวข้องกับเนื้องอกมะเร็งลำไส้ใหญ่ในหนูทดลอง
ผลพบว่า หนูที่ได้รับวัคซีนซึ่งมีความหนาแน่นของแอนติเจนสูง มีโอกาสเกิดเนื้องอกลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับกลุ่มที่มีการตอบสนองต่ำกว่า ข้อมูลในบทคัดย่องานวิจัยยังระบุว่า การปรับความหนาแน่นของแอนติเจนช่วยเพิ่มความถี่ของทีเซลล์ชนิด CD8+ ที่จำเพาะต่อแอนติเจนเป้าหมายได้สูงสุดประมาณ 7 เท่าในแบบจำลองที่ศึกษา

ศาสตราจารย์เบลเชอร์อธิบายว่า ข้อได้เปรียบสำคัญของแพลตฟอร์มนี้คือความสามารถในการเปลี่ยนแอนติเจนตามชนิดของมะเร็ง ทำให้มีแนวโน้มพัฒนาเป็นวัคซีนที่ออกแบบให้เหมาะกับลักษณะเนื้องอกของผู้ป่วยแต่ละรายได้ แนวทางดังกล่าวอาจช่วยให้แพทย์เลือกเป้าหมายของระบบภูมิคุ้มกันได้เฉพาะเจาะจงมากขึ้น แทนการใช้วัคซีนสูตรเดียวกับผู้ป่วยทุกคน
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยครั้งนี้ยังอยู่ใน ขั้นก่อนการทดลองทางคลินิก (Preclinical Study) โดยหลักฐานที่รายงานมาจากสัตว์ทดลอง ยังไม่มีข้อสรุปว่าวัคซีนดังกล่าวมีประสิทธิภาพและความปลอดภัยเพียงพอสำหรับใช้รักษาหรือป้องกันมะเร็งในมนุษย์ นักวิจัยจึงต้องศึกษาประสิทธิภาพต่อเนื้องอกที่เกิดขึ้นแล้ว การใช้กับมะเร็งชนิดอื่น ตลอดจนความปลอดภัยและการตอบสนองของภูมิคุ้มกัน ก่อนพัฒนาไปสู่การทดลองทางคลินิกต่อไป
แหล่งข้อมูล: MIT News (30 ตุลาคม 2569) และวารสาร Advanced Healthcare Materials




