โดยเวลา 15.00 น. เป็นประธานประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ที่โรงแรมซี.เอส.ปัตตานี ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด 14 จังหวัดภาคใต้และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
การประชุมครั้งนี้มีขึ้นหลังกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า หลายจังหวัดในภาคใต้ยังเสี่ยงเผชิญฝนตกชุก ตั้งแต่พื้นที่เพชรบุรีลงไปจนถึงชายแดนมาเลเซีย ต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นเดือนตุลาคม นายกรัฐมนตรีจึงลงมาหารือกับผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อซักซ้อมแผน เตรียมกำลังคนและทรัพยากรให้พร้อมก่อนสถานการณ์รุนแรง
นายอนุทินย้ำว่า แม้ทุกฝ่ายไม่ต้องการให้เกิดอุทกภัย แต่เมื่อมีความเสี่ยงต้องเตรียมพร้อมล่วงหน้า โดยเฉพาะการคาดการณ์สถานการณ์ การแจ้งเตือน และการจัดศูนย์พักพิง หากจำเป็นต้องอพยพ ต้องดูแลผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ และกลุ่มเปราะบางให้เคลื่อนย้ายได้ทันท่วงที พร้อมจัดสถานพยาบาลรองรับและวางแผนส่งต่อผู้ป่วยในกรณีที่โรงพยาบาลได้รับผลกระทบ
“การเตรียมพร้อมคือสิ่งที่ดีที่สุดที่เราจะทำได้ในวันนี้” นายอนุทินกล่าว พร้อมกำชับว่า ต้องไม่มีพื้นที่ไหนถูกละเลย การสื่อสารถึงประชาชนต้องใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย ระบุให้ชัดว่าต้องอพยพเมื่อใด ไปที่ไหน ใช้เส้นทางใด และจะกลับเข้าพื้นที่ได้เมื่อไร เพื่อให้ประชาชนฟังแล้วสามารถปฏิบัติตามได้ทันที
นายกรัฐมนตรีให้ผู้ว่าราชการจังหวัดที่มีพื้นที่เชื่อมต่อกันประสานข้อมูลการบริหารจัดการน้ำและการแจ้งเตือนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะจังหวัดต้นทางและพื้นที่รับน้ำ เพื่อให้ประชาชนมีเวลาเตรียมตัว ลดผลกระทบและความขัดแย้งระหว่างพื้นที่
นอกจากแผนอพยพแล้ว นายอนุทินยังสั่งให้เตรียมสิ่งจำเป็นสำหรับประชาชนให้เพียงพอ ทั้งอาหารปรุงสุก วัตถุดิบ น้ำมันพืช ก๊าซ และเครื่องปรุง รวมถึงเครื่องสูบน้ำ เรือยนต์ และยานพาหนะ โดยให้ประสานผู้ประกอบการด้านอาหารและขนส่งไว้ล่วงหน้า เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงประชาชนได้เร็ว ไม่ต้องรอเครื่องจักรหรือกำลังสนับสนุนจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว
สำหรับศูนย์พักพิง ต้องมีอากาศถ่ายเท ห้องน้ำสะอาดและถูกสุขลักษณะ พร้อมประสานกองทัพ ภาคเอกชน และหน่วยงานในพื้นที่เข้าร่วมสนับสนุน ส่วนกระทรวงสาธารณสุขต้องเตรียมระบบคัดแยกและส่งต่อผู้ป่วย ขณะที่กระทรวงศึกษาธิการให้ประสานบุคลากรและนักศึกษาสายอาชีพช่วยงานศูนย์พักพิง รวมถึงซ่อมแซมอุปกรณ์ไฟฟ้าของประชาชนหลังน้ำลด

ที่ประชุมกำหนดแนวทางเตรียมรับมือ 7 ด้าน ตั้งแต่ติดตามพื้นที่เสี่ยง ตรวจสอบระบบระบายน้ำและสิ่งกีดขวาง เตรียมกำลังพลและทรัพยากรร่วมกันระหว่างจังหวัด ทบทวนแผนอพยพและศูนย์พักพิง รายงานปัญหาและความต้องการสนับสนุน ประชาสัมพันธ์ช่องทางแจ้งเหตุฉุกเฉิน ไปจนถึงจัดตั้งศูนย์เตรียมความพร้อมของแต่ละหน่วยงาน เพื่อให้การทำงานเป็นเอกภาพ
นายอนุทินยังให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานในพื้นที่เร่งสื่อสารข้อมูลผ่านทุกช่องทาง ทั้งช่องทางของจังหวัดและสื่อสังคมออนไลน์ โดยยึดข้อมูลจากทางราชการเป็นหลัก เพื่อให้ประชาชนได้รับคำเตือนที่ถูกต้องและทั่วถึง
นอกจากนี้ ยังให้ประชาสัมพันธ์กรมธรรม์ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ ซึ่งเริ่มคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ครอบคลุมภัยจากอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว สำหรับประชาชน 30 ล้านครัวเรือน โดยเมื่อเกิดภัยต้องประกาศพื้นที่ประสบภัยและแจ้งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อเร่งสำรวจและยืนยันข้อมูลการจ่ายเงินตามกรมธรรม์
การลงพื้นที่ปัตตานีครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเน้นให้ทุกจังหวัดเตรียมแผนให้พร้อมก่อนฝนหนักมาถึง ตั้งแต่การเตือนภัยและอพยพ ไปจนถึงอาหาร ที่พักพิง และการดูแลผู้ป่วย โดยมีเป้าหมายให้ประชาชนปลอดภัย ได้รับปัจจัย 4 ครบถ้วน และลดความสูญเสียให้เหลือน้อยที่สุด




