ลิโอเนล เมสซี ยอดนักเตะเจ้าของรางวัลบัลลงดอร์หลายสมัย ปิดฉากเส้นทางรับใช้ทีมชาติอาร์เจนตินาได้อย่างสมบูรณ์แบบ หลังทำ 1 ประตู กับอีก 2 แอสซิสต์ พาทัพ "ฟ้าขาว" เอาชนะ เบนิน 3-0 ในศึกฟุตบอลนัดกระชับมิตร เมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา ท่ามกลางแฟนบอลกว่า 85,000 คน ที่เข้ามาร่วมเป็นสักขีพยานในค่ำคืนแห่งประวัติศาสตร์ ณ เอสตาดิโอ โมนูเมนทัล กรุงบัวโนสไอเรส
เกมนี้ถือเป็น นัดสุดท้ายในสีเสื้อทีมชาติอาร์เจนตินา ของดาวเตะวัย 39 ปี โดย ลิโอเนล เมสซี ได้รับโอกาสลงสนามเป็นตัวจริง พร้อมแกนหลักชุดแชมป์ฟุตบอลโลก 2022 ไม่ว่าจะเป็น เอมิเลียโน มาร์ติเนซ, นิโคลัส โอตาเมนดี, เอ็นโซ เฟร์นานเดซ, อเล็กซิส แม็ก อัลลิสเตอร์, โรดริโก เด ปอล และฆูเลียน อัลวาเรซ
บรรยากาศภายในสนามเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง เมื่อถึง นาทีที่ 10 แฟนบอลร่วมกันจุดพลุเฉลิมฉลอง พร้อมเสียงปรบมือดังกึกก้องจากทั้งเพื่อนร่วมทีม ทีมงานสตาฟฟ์ นักเตะทีมเยือน และแฟนฟุตบอลทั่วสนาม เพื่อยกย่องตำนานหมายเลข 10 ที่สร้างความสุขให้กับชาวอาร์เจนไตน์มายาวนานกว่า 2 ทศวรรษ

ด้านผลงานในสนาม เมสซียังคงแสดงให้เห็นถึงคุณภาพระดับโลก โดยแอสซิสต์ให้ นิโคลัส โอตาเมนดี ยิงขึ้นนำในนาทีที่ 48 ก่อนจ่ายให้ นิโก ปาซ บวกประตูที่สองในนาทีที่ 61 และปิดท้ายค่ำคืนแห่งความทรงจำด้วยการสังหารจุดโทษเข้าไปในนาทีที่ 71 ช่วยให้อาร์เจนตินาคว้าชัยเหนือเบนิน 3-0 อย่างงดงาม
ตลอดการรับใช้ทีมชาติชุดใหญ่ นับตั้งแต่ปี 2005 เมสซีลงสนามรวม 208 นัด ยิงได้ 126 ประตู พร้อมทำ 67 แอสซิสต์ กลายเป็นทั้งดาวยิงสูงสุดและหนึ่งในนักเตะที่ลงเล่นมากที่สุดในประวัติศาสตร์ทีมชาติอาร์เจนตินา

นอกจากสถิติอันยอดเยี่ยมแล้ว เจ้าตัวยังพาทีมคว้าแชมป์ระดับนานาชาติรวม 4 รายการ ได้แก่
- 🏆 ฟุตบอลโลก 2022 จำนวน 1 สมัย
- 🏆 โคปา อเมริกา 2 สมัย
- 🏆 ฟินาลิสซิมา 1 สมัย
การอำลาครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการปิดฉากอาชีพนักเตะทีมชาติของหนึ่งในนักฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล แต่ยังเป็นการส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับนักเตะรุ่นใหม่ และจะถูกจดจำในฐานะ "ค่ำคืนแห่งตำนาน" ที่แฟนฟุตบอลทั่วโลกไม่มีวันลืม
ภาพ AP




