สีปัสสาวะบอกสุขภาพได้แค่ไหน?

โดยทั่วไปปัสสาวะปกติอาจมีตั้งแต่สีเหลืองอ่อนจนถึงเหลืองเข้ม ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำที่ร่างกายได้รับ อาหาร วิตามิน ยา การออกกำลังกาย และโรคบางชนิด

จึงไม่ควรวินิจฉัยโรคจากสีเพียงอย่างเดียว แต่ควรสังเกตสิ่งต่อไปนี้ร่วมกัน

  • สีเปลี่ยนไปนานเพียงใด
  • ปริมาณปัสสาวะลดลงหรือไม่
  • มีฟอง ความขุ่น ตะกอน หรือเลือดปนหรือไม่
  • มีกลิ่นผิดปกติร่วมกับอาการแสบขัดหรือไม่
  • มีไข้ ปวดท้อง ปวดเอว หรืออาการตัวเหลืองร่วมด้วยหรือไม่
  • เพิ่งรับประทานยา วิตามิน หรืออาหารบางชนิดหรือไม่

5 ลักษณะที่ควรสังเกต

1. เหลืองเข้มเฉพาะครั้งแรกหลังตื่นนอน

ปัสสาวะครั้งแรกของวันอาจมีสีเหลืองเข้มและกลิ่นชัดกว่าปกติ เนื่องจากมีความเข้มข้นหลังร่างกายไม่ได้รับน้ำตลอดคืน หากดื่มน้ำแล้วสีค่อย ๆ อ่อนลง ปัสสาวะได้ตามปกติ และไม่มีอาการอื่น มักเป็นการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ

อย่างไรก็ตาม ไม่จำเป็นต้องดื่มน้ำปริมาณมากรวดเดียว ควรจิบน้ำตามความเหมาะสมและสังเกตสีปัสสาวะในครั้งถัดไป ผู้ที่มีโรคหัวใจ โรคไต หรือได้รับคำแนะนำให้จำกัดน้ำ ควรปฏิบัติตามแผนของแพทย์ ไม่ควรเพิ่มน้ำเองมากเกินไป

2. เหลืองเข้มหรือสีอำพันต่อเนื่องตลอดวัน

หากปัสสาวะยังมีสีเหลืองเข้ม มีกลิ่นแรง ปริมาณลดลง หรือปัสสาวะน้อยกว่าปกติ อาจเป็นสัญญาณว่าร่างกายได้รับน้ำไม่เพียงพอ โดยเฉพาะเมื่อมีอาการร่วม เช่น

  • กระหายน้ำ
  • ปากและริมฝีปากแห้ง
  • ปวดศีรษะ
  • อ่อนเพลีย
  • เวียนศีรษะหรือหน้ามืด
  • เสียเหงื่อมาก
  • มีไข้ อาเจียน หรือท้องเสีย

NHS ระบุว่า ปัสสาวะสีเหลืองเข้ม กลิ่นแรง และปัสสาวะน้อยลง เป็นอาการที่พบได้ในภาวะขาดน้ำ หากเวียนศีรษะเวลายืนแล้วไม่หาย หัวใจเต้นเร็ว หายใจเร็ว ซึม หรือสับสน ควรได้รับการประเมินโดยเร็ว NHS

3. สีชมพู แดง หรือสงสัยว่ามีเลือดปน

ปัสสาวะสีชมพูหรือแดงอาจเกิดจากอาหารบางชนิด เช่น บีตรูต ยาบางประเภท เลือดประจำเดือนที่ปนเปื้อน หรือเลือดที่ออกจากระบบทางเดินปัสสาวะ

หากไม่แน่ใจว่าเป็นเลือดหรือไม่ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจปัสสาวะ แม้เกิดเพียงครั้งเดียว มีเลือดเพียงเล็กน้อย หรือไม่มีอาการเจ็บปวด เพราะเลือดอาจมาจากไต ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ หรือท่อปัสสาวะ

อาการร่วมอาจช่วยบอกแนวทางของสาเหตุ เช่น

  • แสบขัด ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะขุ่น และมีไข้ อาจสัมพันธ์กับการติดเชื้อ
  • ปวดเอวหรือสีข้างอย่างรุนแรงและปวดเป็นพัก ๆ อาจสัมพันธ์กับนิ่ว
  • มีลิ่มเลือดหรือปัสสาวะไม่ออก ควรไปโรงพยาบาลทันที

NHS แนะนำให้ตรวจหาสาเหตุทุกครั้งเมื่อพบหรือสงสัยว่ามีเลือดในปัสสาวะ ไม่ควรวินิจฉัยเองว่าเกิดจากอาหารหรือการออกกำลังกาย NHS

4. สีน้ำตาลคล้ายชา กาแฟ หรือโคล่า

ปัสสาวะสีน้ำตาลอาจเกิดจากภาวะขาดน้ำอย่างมาก ยาบางชนิด อาหาร เลือดในปัสสาวะ ความผิดปกติของตับหรือทางเดินน้ำดี รวมถึงสาเหตุอื่นที่ต้องตรวจเพิ่มเติม

ควรพบแพทย์หากปัสสาวะสีน้ำตาลไม่จางลงหลังได้รับน้ำตามปกติ หรือมีอาการต่อไปนี้ร่วมด้วย

  • ผิวหนังหรือตาขาวมีสีเหลือง
  • อุจจาระสีซีดผิดปกติ
  • ปวดท้องด้านขวาบน
  • คลื่นไส้ อ่อนเพลีย หรือเบื่ออาหาร
  • ปวดกล้ามเนื้ออย่างรุนแรงหลังออกกำลังหนัก
  • ปัสสาวะน้อยลงอย่างชัดเจน

ไม่ควรพยายามดื่มน้ำปริมาณมากเพื่อรอดูอาการ หากมีตัวเหลือง ตาเหลือง สับสน ปวดรุนแรง หรือปัสสาวะออกน้อยมาก ควรไปโรงพยาบาล

5. ปัสสาวะขุ่น มีฟองมาก หรือมีกลิ่นผิดปกติร่วมกับอาการอื่น

ปัสสาวะมีฟองเล็กน้อยหลังปัสสาวะด้วยแรง อาจเกิดขึ้นได้และมักหายอย่างรวดเร็ว แต่หากมีฟองมาก เกิดซ้ำบ่อย หรือฟองไม่ยุบ อาจต้องตรวจว่ามีโปรตีนในปัสสาวะหรือไม่ โดยเฉพาะหากมีขาบวม หน้าบวม ความดันโลหิตสูง หรือปัสสาวะน้อยลง

ส่วนปัสสาวะขุ่นหรือมีกลิ่นแรงเพียงอย่างเดียวอาจสัมพันธ์กับการดื่มน้ำน้อย อาหาร หรือยา แต่ถ้ามีอาการแสบขัด ปัสสาวะบ่อย ปวดท้องน้อย ปวดเอว มีไข้ หรือหนาวสั่น อาจเป็นการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะและควรพบแพทย์

อาหาร ยา และวิตามินทำให้สีเปลี่ยนได้

สีปัสสาวะอาจเปลี่ยนโดยไม่ได้เกิดจากโรค เช่น

  • วิตามินบีบางชนิดทำให้ปัสสาวะเหลืองสด
  • บีตรูตอาจทำให้มีสีชมพูหรือแดง
  • ยาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางชนิดทำให้เป็นสีส้มหรือน้ำตาล
  • อาหารหรือสีผสมอาหารบางประเภทอาจเปลี่ยนสีชั่วคราว

หากสีเปลี่ยนหลังเริ่มใช้ยา ไม่ควรหยุดยาเอง ควรอ่านเอกสารกำกับยาและปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร โดยแจ้งชื่อยา วิตามิน และอาหารเสริมทั้งหมดที่ใช้อยู่

ดูแลเบื้องต้นอย่างไร?

หากมีเพียงปัสสาวะเหลืองเข้มตอนเช้าและไม่มีอาการผิดปกติ สามารถดูแลเบื้องต้นได้ดังนี้

  • ดื่มน้ำสม่ำเสมอตลอดวัน ไม่รอให้กระหายน้ำมาก
  • เพิ่มน้ำเมื่ออากาศร้อน ออกกำลังกาย หรือเสียเหงื่อ
  • ชดเชยน้ำและเกลือแร่ตามความเหมาะสมเมื่ออาเจียนหรือท้องเสีย
  • สังเกตสี ปริมาณ ความถี่ และอาการร่วม
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เมื่อมีภาวะขาดน้ำ
  • ไม่ใช้สีปัสสาวะเพียงอย่างเดียวตัดสินว่าดื่มน้ำเพียงพอ

ปริมาณน้ำที่เหมาะสมแตกต่างกันตามขนาดร่างกาย อากาศ กิจกรรม การตั้งครรภ์ และโรคประจำตัว เป้าหมายทั่วไปคือให้ปัสสาวะมีสีเหลืองอ่อน แต่ไม่จำเป็นต้องใสเหมือนน้ำตลอดเวลา

สัญญาณที่ควรรีบไปโรงพยาบาล

  • มีเลือดหรือลิ่มเลือดในปัสสาวะ
  • ปัสสาวะไม่ออกหรือออกน้อยมาก
  • ปวดเอว สีข้าง หรือท้องรุนแรง
  • มีไข้สูง หนาวสั่น อาเจียน หรือซึมลง
  • ตัวเหลือง ตาเหลือง หรืออุจจาระสีซีด
  • ขาบวม หน้าบวม หรือหายใจลำบาก
  • ปวดกล้ามเนื้อรุนแรงร่วมกับปัสสาวะสีโคล่า
  • มีอาการสับสน หัวใจเต้นเร็ว หรือหน้ามืดไม่หาย

ปัสสาวะสีเข้มเฉพาะตอนเช้าอาจเป็นเรื่องปกติจากการที่ร่างกายไม่ได้รับน้ำระหว่างนอน แต่หากสีไม่จางลง มีเลือดปน ปัสสาวะน้อย หรือมีอาการผิดปกติร่วมด้วย ไม่ควรรอดูอาการจากสีเพียงอย่างเดียว ควรเข้ารับการตรวจเพื่อหาสาเหตุอย่างเหมาะสม