ตำแหน่งที่ชาอาจบอกสาเหตุได้
- นิ้วโป้ง นิ้วชี้ นิ้วกลาง และครึ่งหนึ่งของนิ้วนาง
อาจสัมพันธ์กับพังผืดกดเส้นประสาทบริเวณข้อมือ หรือ Carpal tunnel syndrome มักชาเวลากลางคืน ขณะถือโทรศัพท์ ขับรถ หรือใช้ข้อมือซ้ำ ๆ และบางรายอาจหยิบของหล่นง่าย - นิ้วก้อยและครึ่งหนึ่งของนิ้วนาง
อาจเกิดจากเส้นประสาทอัลนาร์ถูกกดทับบริเวณข้อศอกหรือข้อมือ เช่น ชอบเท้าศอกหรืองอข้อศอกนาน ๆ และอาจเกี่ยวข้องกับรากประสาทบริเวณคอได้ - ชาร่วมกับปวดคอ ร้าวลงไหล่หรือแขน
อาจเกิดจากรากประสาทบริเวณคอถูกกดหรือระคายเคือง เช่น จากหมอนรองกระดูกหรือกระดูกคอเสื่อม - ชาทั้งสองมือหรือชาร่วมกับเท้า
ควรพิจารณาภาวะปลายประสาทผิดปกติ ซึ่งอาจสัมพันธ์กับเบาหวาน การขาดวิตามินบีบางชนิด ไทรอยด์ทำงานต่ำ โรคไต การดื่มแอลกอฮอล์ หรือยาบางชนิด เบาหวานเป็นสาเหตุสำคัญของเส้นประสาทส่วนปลายเสียหาย - ชาหลังนอนทับแขนหรืออยู่ในท่าเดิมนาน ๆ
มักเกิดจากเส้นประสาทถูกกดชั่วคราว อาการควรค่อย ๆ หายเมื่อเปลี่ยนท่า หากเกิดบ่อยหรือชานานขึ้น ควรตรวจหาสาเหตุ
แล้วอาการจากเลือดไหลเวียนผิดปกติเป็นอย่างไร?
ถ้าเกี่ยวกับการไหลเวียนเลือด มักมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น
- มือหรือนิ้วเย็นผิดปกติ
- ผิวซีด เขียวคล้ำ หรือเปลี่ยนสี
- ปวดมาก บวม หรือมีแผลหายช้า
- ชีพจรบริเวณข้อมือเบาลง
- อาการสัมพันธ์กับอากาศเย็นหรือการออกแรง
การมีเพียงอาการชาอย่างเดียวจึงยังสรุปไม่ได้ว่าเลือดไหลเวียนไม่ดี
ดูแลเบื้องต้นอย่างไร?
- เปลี่ยนท่าทางและหลีกเลี่ยงการเท้าศอกหรืองอข้อมือนาน ๆ
- พักจากการใช้เมาส์ โทรศัพท์ หรือเครื่องมือที่ต้องจับแน่นเป็นระยะ
- จัดโต๊ะและข้อมือให้อยู่ในแนวตรง
- หากชาตอนกลางคืนจากข้อมือ อุปกรณ์พยุงข้อมือให้อยู่ในท่าตรงอาจช่วยได้
- ควบคุมระดับน้ำตาลหากเป็นเบาหวาน
- ไม่ควรซื้อวิตามินบีขนาดสูงกินต่อเนื่องเอง เพราะวิตามินบางชนิด โดยเฉพาะบี 6 ที่มากเกินไป อาจทำให้เส้นประสาทผิดปกติได้
- หลีกเลี่ยงการนวดหรือดัดคอรุนแรงโดยยังไม่ทราบสาเหตุ
ควรพบแพทย์เมื่อใด?
ควรนัดพบแพทย์หากอาการชาเกิดซ้ำ เป็นต่อเนื่อง ลามมากขึ้น รบกวนการนอน หรือมีมืออ่อนแรง หยิบของหล่น กล้ามเนื้อลีบ ปวดคอร้าวลงแขน หรือมีโรคประจำตัวอย่างเบาหวาน แพทย์อาจตรวจระบบประสาท ตรวจเลือด และพิจารณาตรวจการนำกระแสประสาทตามความเหมาะสม
ไปโรงพยาบาลฉุกเฉินทันที หากชาเกิดขึ้นฉับพลัน โดยเฉพาะเมื่อมีหน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด สับสน เดินเซ เวียนศีรษะ หรือปวดศีรษะรุนแรง เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคหลอดเลือดสมอง นอกจากนี้ อาการชาหลังอุบัติเหตุหรือร่วมกับอ่อนแรงเฉียบพลันก็ต้องได้รับการประเมินเร่งด่วน
สรุป: ตำแหน่งที่ชา ระยะเวลาที่เป็น และอาการร่วม มีประโยชน์ต่อการหาสาเหตุมากกว่าการเหมารวมว่า “เลือดไหลเวียนไม่ดี” และไม่ควรใช้ตำแหน่งชาเพื่อวินิจฉัยโรคด้วยตนเองเพียงอย่างเดียว




