สาเหตุที่พบบ่อย

1. ขาดธาตุเหล็ก
เป็นภาวะที่ควรนึกถึง โดยเฉพาะหากมีอาการเหนื่อยง่าย หน้ามืด ใจสั่น ผิวซีด ผมร่วง หรือประจำเดือนมามาก เล็บบางรายอาจเว้าตรงกลางและงอนขึ้นคล้ายช้อน ซึ่งสัมพันธ์กับภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กได้

2. ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ
การรับประทานอาหารจำกัดมาก น้ำหนักลดเร็ว หรือมีปัญหาดูดซึมอาหาร อาจทำให้ร่างกายได้รับโปรตีน ธาตุเหล็ก สังกะสี หรือวิตามินบางชนิดไม่เพียงพอ ส่งผลต่อการสร้างเล็บได้ อย่างไรก็ตาม ลักษณะเล็บเพียงอย่างเดียวไม่สามารถยืนยันได้ว่าขาดสารอาหารชนิดใด

3. เล็บสัมผัสน้ำและสารเคมีบ่อย
การล้างมือบ่อย แช่น้ำนาน ใช้น้ำยาทำความสะอาด หรือสัมผัสอะซิโตนและน้ำยาทาเล็บเป็นประจำ ทำให้เล็บแห้งและเปราะได้ การทำเล็บเจลหรือตะไบหน้าเล็บซ้ำ ๆ ก็อาจทำให้เล็บบางลง

4. การติดเชื้อราที่เล็บ
มักพบเล็บหนา เหลือง เปลี่ยนรูป ร่อน หรือมีเศษร่วนใต้เล็บ โดยเฉพาะเล็บเท้า ควรให้แพทย์ตรวจ เพราะการซื้อยาทาเองอาจไม่ตรงกับชนิดของเชื้อ

5. โรคประจำตัวบางอย่าง
ปัญหาเล็บอาจพบร่วมกับโรคไทรอยด์ เบาหวาน สะเก็ดเงิน หรือโรคผิวหนังบางชนิดได้ หากเล็บเปลี่ยนแปลงหลายเล็บโดยไม่ทราบสาเหตุ ควรตรวจเพิ่มเติม

ดูแลเล็บเบื้องต้น

  • สวมถุงมือเมื่อล้างจานหรือใช้สารเคมี
  • ทาครีมหรือปิโตรเลียมเจลบริเวณเล็บและจมูกเล็บหลังล้างมือ
  • ตัดเล็บให้สั้นพอดี ไม่กัดเล็บและไม่ดึงหนังข้างเล็บ
  • ลดการใช้อะซิโตนและการตะไบหน้าเล็บ
  • รับประทานอาหารให้หลากหลาย โดยมีเนื้อไม่ติดมัน ไข่ ถั่ว ธัญพืช ผักใบเขียว และอาหารที่มีวิตามินซีช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็ก
  • ไม่ควรซื้อธาตุเหล็กหรืออาหารเสริมมากินเองโดยไม่ตรวจเลือด เพราะการได้รับเกินความจำเป็นอาจเป็นอันตราย

ควรพบแพทย์เมื่อใด?

ควรพบแพทย์หรือแพทย์ผิวหนัง หากเล็บเปราะต่อเนื่องหลายสัปดาห์ เล็บเปลี่ยนสีหรือรูปร่าง มีอาการปวด บวม แดง เล็บหลุด หรือมีอาการร่วม เช่น เหนื่อยง่าย หน้ามืด ผมร่วง น้ำหนักเปลี่ยน หรือประจำเดือนมามาก แพทย์อาจพิจารณาตรวจเลือด เช่น ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดและระดับธาตุเหล็กตามอาการ

สรุป: เล็บเปราะอาจเกี่ยวกับการขาดธาตุเหล็กหรือสารอาหาร แต่สาเหตุจากน้ำ สารเคมี การทำเล็บ เชื้อรา และโรคประจำตัวก็พบได้เช่นกัน จึงควรหาสาเหตุแทนการซื้ออาหารเสริมมารับประทานเอง