"สส.ศุภชัย" ท้า "สนธิ" งัดหลักฐานปมกล่าวหาซื้อเสียงวางบนโต๊ะ ซัดไมโครโฟนไม่ใช่ศาล เสียงดังไม่ใช่พยาน ถามกลับทำหน้าที่สื่อหรือผู้เคลื่อนไหวการเมือง
.
นายศุภชัย ใจสมุทร สส.แบบบัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย ตอบโต้ กรณี นายสนธิ ลิ้มทองกุล ออกมาพาดพิงพรรคภูมิใจไทยเรื่องการแจกเงินซื้อเสียง 500-1,000 บาท โดยตั้งคำถามถึงมาตรฐานจรรยาบรรณสื่อ พร้อมท้าให้นำพยานหลักฐานเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย แทนการใช้สื่อเป็นเครื่องมือชี้นำสังคม โดยระบุว่า
.
สื่อมีสิทธิตรวจสอบ แต่สื่อก็ต้องถูกตรวจสอบเช่นกัน
นายสนธิ ลิ้มทองกุล อยู่ในวงการสื่อมวลชนไทยมายาวนาน มีประสบการณ์ มีผู้ติดตามจำนวนมาก และคำพูดของเขามีพลังต่อความคิดเห็นของสังคม
.
เพราะเหตุนี้เอง ผมจึงเห็นว่า มาตรฐานความรับผิดชอบต่อข้อเท็จจริงของนายสนธิยิ่งควรสูงกว่าคนทั่วไป
ผมไม่ได้ปฏิเสธสิทธิของนายสนธิที่จะตรวจสอบ วิพากษ์วิจารณ์ หรือตั้งคำถามต่อพรรคภูมิใจไทย จะวิจารณ์หนักเพียงใดก็เป็นสิทธิ ตราบเท่าที่อยู่ภายใต้กฎหมายและตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง
แต่สิ่งที่สังคมมีสิทธิถามกลับก็คือ
.
วันนี้นายสนธิกำลังทำหน้าที่ “สื่อมวลชนผู้ตรวจสอบ” หรือกำลังทำหน้าที่เป็น “ผู้เคลื่อนไหวทางการเมือง” ที่ใช้สื่อเป็นเครื่องมือสื่อสารจุดยืนของตนเอง?
นี่ไม่ใช่คำถามที่เกิดขึ้นโดยไม่มีที่มา
ในอดีตนายสนธิไม่ได้มีบทบาทเฉพาะในฐานะผู้ประกอบวิชาชีพสื่อ แต่ยังเป็นแกนนำสำคัญของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และเคยใช้รายการสื่อควบคู่กับการเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อต้านรัฐบาลทักษิณ ชินวัตรอย่างเปิดเผย
.
ดังนั้น เมื่อบุคคลที่มีทั้งบทบาทสื่อและประวัติการเป็นผู้เคลื่อนไหวทางการเมืองกลับมานำเสนอเรื่องการเมืองอย่างเข้มข้น ประชาชนย่อมมีสิทธิตั้งคำถามว่า
ตรงไหนคือข่าว
ตรงไหนคือความคิดเห็น
และตรงไหนคือการรณรงค์ทางการเมือง
คำถามนี้ยิ่งสำคัญ เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 สื่อในเครือผู้จัดการเผยแพร่ถ้อยคำของนายสนธิเองว่า
“พวกผมจะเดินสายทั่วประเทศ ไปพูดให้ประชาชนเข้าใจว่า ไอ้ 500 บาท 1,000 บาท ที่คุณรับเขามา แล้วลงคะแนนให้ พรรคภูมิใจไทย นี่คือสิ่งที่คุณได้รับ”
เมื่อกล่าวเช่นนี้ต่อสาธารณะ ผมจึงขอถามในฐานะคนที่ถูกพาดพิงอย่างตรงไปตรงมา
ใครจ่ายเงิน?
ใครรับเงิน?
จ่ายที่ไหน?
จ่ายเมื่อไร?
และหลักฐานใดเชื่อมโยงการจ่ายเงินนั้นมาถึงพรรคภูมิใจไทย?
ถ้ามีหลักฐาน — เปิดออกมา
ส่งให้ กกต. ส่งให้ตำรวจ ส่งให้หน่วยงานที่มีอำนาจดำเนินการ พรรคภูมิใจไทยไม่มีสิทธิและไม่ควรขัดขวางกระบวนการตรวจสอบ
หากใครซื้อเสียง ก็ต้องดำเนินคดีกับคนนั้น
แต่ถ้ายังไม่มีหลักฐาน การกล่าวถึงประชาชนที่รับเงิน 500 หรือ 1,000 บาทแล้วลงคะแนนให้พรรคภูมิใจไทย ก็มีผลทำให้เกิดคำถามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า กำลังทำให้ประชาชนเข้าใจว่าคะแนนเสียงที่พรรคภูมิใจไทยได้รับเกิดจากการซื้อเสียงหรือไม่
.
ประชาชนที่เลือกภูมิใจไทยไม่ได้มีศักดิ์ศรีน้อยกว่าประชาชนที่เลือกพรรคอื่น
เขามีสิทธิเลือกจากนโยบาย
เลือกจากผลงาน
เลือกจากตัวผู้สมัคร
หรือเลือกจากเหตุผลทางการเมืองของเขาเอง
ไม่มีใครควรลดคุณค่าของคะแนนเสียงเหล่านั้นด้วยข้อกล่าวหาที่ไม่มีหลักฐานรองรับเพียงพอ
และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พรรคภูมิใจไทยมีข้อพิพาทกับการนำเสนอของนายสนธิ นายสนธิมีการหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาต่อพรรคภูมิใจไทยและพรรคภูมิใจไทยได้ฟ้องเป็นคดีต่อศาลอยู่ในระหว่างการพิจารณา
เรื่องดังกล่าวต้องปล่อยให้ศาลเป็นผู้พิจารณา ผมจะไม่ตัดสินแทนศาล
แต่ข้อเท็จจริงนี้สะท้อนให้เห็นว่า สิ่งที่นายสนธินำเสนอเกี่ยวกับพรรคภูมิใจไทยได้ก้าวไปถึงระดับที่เกิดข้อพิพาททางกฎหมายแล้ว
ดังนั้น วันนี้ผมไม่ขอกล่าวหาว่า “นายสนธิมีวาระซ่อนเร้น” เพราะผมไม่สามารถเข้าไปพิสูจน์เจตนาที่อยู่ในใจของใครได้
.
แต่ผมมีสิทธิตั้งคำถามจากพฤติการณ์ที่ปรากฏต่อสาธารณะว่า
การนำเสนอเรื่องพรรคภูมิใจไทยในวันนี้ เป็นการตรวจสอบอย่างเป็นธรรม หรือมีข้อสรุปอยู่ก่อนแล้วจึงเลือกข้อมูลมาสนับสนุนข้อสรุปนั้น?
นี่ต่างหากคือคำถามสำคัญ
คนทำสื่อมานานย่อมรู้ดีว่า จรรยาบรรณสื่อไม่ได้หมายถึงเพียงความกล้าที่จะวิพากษ์ผู้มีอำนาจ
แต่หมายถึงการตรวจสอบข้อมูล
แยกข้อเท็จจริงออกจากความคิดเห็น
ให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหา
และไม่ทำให้ข้อกล่าวหากลายเป็นข้อเท็จจริงในสายตาประชาชนก่อนที่จะพิสูจน์ได้
ยิ่งมีไมโครโฟนดังเท่าไร
ยิ่งมีผู้ติดตามมากเท่าไร
ความรับผิดชอบก็ต้องมากขึ้นเท่านั้น
.
ผมยืนยันอีกครั้งว่า
ตรวจสอบภูมิใจไทยได้
วิจารณ์ภูมิใจไทยได้
ขุดคุ้ยภูมิใจไทยได้
และถ้ามีหลักฐานว่าภูมิใจไทยทำผิด — เปิดออกมาให้หมด
แต่อย่าใช้ข้อกล่าวหาแทนหลักฐาน
อย่าใช้ความเชื่อแทนข้อเท็จจริง
และอย่าใช้พลังของสื่อทำให้ประชาชนถูกพิพากษาไปก่อนกระบวนการพิสูจน์
เพราะสื่อที่ตรวจสอบนักการเมืองได้
ประชาชนก็ย่อมมีสิทธิตรวจสอบสื่อได้เช่นกัน
สุดท้าย ผมฝากคำถามง่าย ๆ ถึงนายสนธิ
ถ้าสิ่งที่พูดเป็นความจริง — หลักฐานอยู่ที่ไหน?
เอาหลักฐานมาวางบนโต๊ะ แล้วให้กฎหมายทำหน้าที่
เพราะในสังคมที่เคารพหลักกฎหมาย
ไมโครโฟนไม่ใช่ศาล
เสียงดังไม่ใช่พยานหลักฐาน
พูดซ้ำกี่ครั้งก็ไม่ทำให้ข้อกล่าวหากลายเป็นความจริง
และคำว่า “สื่อมวลชน” ไม่ได้ให้สิทธิพิเศษแก่ใครในการกล่าวหาโดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อข้อเท็จจริง
มาตรฐานนี้ต้องใช้กับทุกคน
ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองหรือสื่อมวลชนก็ตาม