ภายหลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแต่งตั้ง นายเอกภพ เพียรพิเศษ ให้ดำรงตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ เจ้าตัวได้เปิดใจถึงทิศทางการทำงานในบทบาทใหม่ โดยระบุว่าพร้อมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การสื่อสารของรัฐบาลให้มีความเข้มข้นและรวดเร็วทันต่อสถานการณ์ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์สูงสุด

นายเอกภพชี้แจงถึงกระแสคาดการณ์เรื่องการปรับเปลี่ยนทีมสื่อสารในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า การทำหน้าที่นับจากนี้จะมุ่งเน้นไปที่ความฉับไวและความถูกต้องของเนื้อหาเป็นหลัก โดยยืนยันว่าทีมโฆษกรัฐบาลยุคใหม่จะไม่มุ่งเน้นการตอบโต้วาทกรรมทางการเมืองด้วยอารมณ์ หรือใช้ถ้อยคำรุนแรงเพื่อสร้างความขัดแย้ง แต่จะใช้ความจริงเป็นเครื่องมือหลักในการตอบโต้ข้อมูลเท็จ เพื่อให้การสื่อสารเป็นไปอย่างสร้างสรรค์และน่าเชื่อถือ

นอกจากนี้ โฆษกรัฐบาลคนใหม่ยังเน้นย้ำถึงเจตนารมณ์ของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีทุกคน ที่มุ่งมั่นทำงานเพื่อประชาชนคนไทยโดยไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มฝ่ายหรือขั้วการเมืองใด โดยทีมโฆษกจะทำหน้าที่สื่อกลางที่เข้าถึงทุกภาคส่วน และจะไม่เป็นตัวกลางในการเติมเชื้อไฟความขัดแย้งที่แบ่งแยกประชาชนออกเป็นกลุ่มต่างๆ

ในตอนท้าย นายเอกภพได้แสดงวิสัยทัศน์ด้วยการเชิญชวนคนในแวดวงการเมืองมาร่วมกัน "ปักธงทางความคิด" แทนการสาดโคลนใส่กัน โดยขอให้ทุกฝ่ายแข่งขันกันนำเสนอไอเดียใหม่ๆ ที่จะช่วยยกระดับเศรษฐกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งหากข้อเสนอใดเป็นเรื่องดีและเป็นประโยชน์ รัฐบาลพร้อมรับฟังและนำไปขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป เพื่อพาประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

 

ประวัติของ นายแพทย์เอกภพ เพียรพิเศษ

 

เกิดเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2519 ปัจจุบันในวัย 50 ปี เขาคือผลิตผลจากคณะแพทยศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ครอบครัว โดยได้รับวุฒิบัตรแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมจากแพทยสภา และจบการศึกษาระดับปริญญาเอกในสาขาที่เกี่ยวข้อง เส้นทางอาชีพเริ่มต้นจากการเป็นแพทย์รับราชการในจังหวัดเชียงรายตั้งแต่ปี 2544 โดยประจำอยู่ที่โรงพยาบาลอำเภอเทิงนานถึง 9 ปี ก่อนจะขยับขยายไปสู่โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ โรงพยาบาลเอกชน และเป็นอาจารย์แพทย์ที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

ชื่อของ "หมอเอก" เริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างเมื่อเข้าสู่วงการกีฬาในปี 2552 โดยรับหน้าที่แพทย์ประจำทีมสโมสรฟุตบอลเชียงราย ยูไนเต็ด ตามคำชักชวนของ "ฮั่น" มิตติ ติยะไพรัช และยังได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่แพทย์ประจำทีมชาติไทยชุดใหญ่นานกว่า 2-3 ปี จนแฟนบอลขนานนามให้เป็น "หมอช้างศึก" ซึ่งบทบาทนี้เองที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักในฐานะหมอนักบริหารจัดการและมีความใกล้ชิดกับมวลชน

จุดหักเหสู่สนามการเมืองเกิดขึ้นในปี 2561 เมื่อตัดสินใจสวมเสื้อพรรคอนาคตใหม่ลงเลือกตั้ง สส.เชียงราย เขต 1 ในปี 2562 และสามารถสร้างปรากฏการณ์ "ล้มช้าง" เอาชนะนักการเมืองรุ่นใหญ่จนก้าวเข้าสู่สภาฯ ได้เป็นสมัยแรก แต่ทว่าเส้นทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เมื่อพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบในปี 2563 เขาได้ย้ายเข้าสู่พรรคก้าวไกล ก่อนจะเกิดจุดเปลี่ยนสำคัญในปี 2564 เมื่อเขาตัดสินใจลงมติสวนทางกับมติพรรคในหลายวาระ จนถูกตราหน้าว่าเป็น "งูเห่า" และถูกพรรคก้าวไกลใช้มาตรการ "ดอง" โดยไม่ขับออกแต่ก็ไม่ให้ร่วมกิจกรรมหลัก

ในช่วงเวลาดังกล่าว หมอเอกเลือกที่จะทำงานเงียบๆ ร่วมกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ของพรรคภูมิใจไทย และตัดสินใจย้ายเข้าสู่ชายคาพรรคสีน้ำเงินอย่างเป็นทางการในการเลือกตั้งปี 2566 แม้การลงเลือกตั้งในเขตเดิมและการลงสมัคร สส.บัญชีรายชื่อในปี 2569 จะไม่ได้รับเลือกให้กลับเข้าสภาฯ แต่ความรู้ความสามารถด้านการแพทย์และการสื่อสารนโยบายสาธารณสุข ทำให้เขาได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จนกระทั่งล่าสุดได้รับความเชื่อมั่นให้ขึ้นมาทำหน้าที่โฆษกรัฐบาล เพื่อใช้ทักษะการสื่อสารที่ชัดเจนและเข้าใจง่ายในการเชื่อมโยงงานของรัฐบาลเข้ากับความต้องการของประชาชน