นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับ นางอะโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ (Alona Fisher-Kamm) เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ว่า การหารือครั้งนี้เป็นไปอย่างตรงไปตรงมา โดยมุ่งเน้นไปที่กลุ่มชาวอิสราเอลที่เข้ามาพำนักระยะยาวเพื่อประกอบธุรกิจ และกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะสั้นที่มักมีพฤติกรรมละเมิดกฎหมายหรือแสดงออกในลักษณะที่กระทบต่อความรู้สึกและวัฒนธรรมของท้องถิ่น โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตและพังงา ซึ่งมีการรวมตัวกันเป็นชุมชนหนาแน่น รัฐบาลไทยยืนยันว่าจะมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและเด็ดขาดกับชาวต่างชาติทุกรายโดยไม่เลือกปฏิบัติ หากพบการกระทำผิดจะมีการดำเนินการถึงขั้นเนรเทศ ดังที่เคยปฏิบัติมาแล้วกับทั้งชาวอิสราเอลและชาวฝรั่งเศสก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศได้ชี้แจงไปยังสถานทูตอิสราเอลว่า แม้ประเทศไทยจะยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเพื่อสร้างรายได้เข้าประเทศ แต่รายได้เหล่านั้นไม่สามารถนำมาแลกกับการย่ำยีเกียรติภูมิหรือวัฒนธรรมของไทยได้ นักท่องเที่ยวทุกคนต้องมีความเข้าใจและเคารพในวิถีชีวิตของคนพื้นที่ เช่นเดียวกับที่คนไทยต้องปฏิบัติตามกฎของประเทศอื่นเมื่อเดินทางไปต่างประเทศ หากปล่อยให้ปัญหาบานปลายย่อมส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและอิสราเอลที่มีมาอย่างยาวนาน ทั้งในด้านเกษตรกรรมและแรงงานไทยกว่า 6 หมื่นคนที่ทำงานในอิสราเอล

ทางด้านเอกอัครราชทูตอิสราเอลได้รับทราบข้อกังวลและยืนยันว่าจะร่วมมือกับทางการไทยอย่างเต็มที่ โดยเตรียมมาตรการเชิงรุกด้วยการจัดทำคู่มือและเอกสารเผยแพร่ข้อมูลสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำ (Do’s and Don’ts) ให้แก่ชาวอิสราเอลผ่านสถานกงสุล สายการบิน และบริษัทนำเที่ยว เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องก่อนเดินทางเข้าสู่ประเทศไทย เพื่อให้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่ชนวนเหตุของความขัดแย้ง