‘กรณ์’ ดักคอ รบ. ตีเช็คเปล่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ชี้แม้ ‘ไม่ขัด รธน. ไม่ได้แปลว่าควรทำ’ เตือนระเบิดเวลาการคลัง ดันหนี้ชนเพดาน 70%
เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงิน 400,000 ล้านบาท นายกรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ลุกขึ้นอภิปรายเพื่อชี้ให้เห็นว่า แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะมีมติ 7 ต่อ 2 วินิจฉัยว่าการออก พ.ร.ก. ดังกล่าวไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่หน้าที่ในการไตร่ตรองความเหมาะสมและความคุ้มค่านั้นเป็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคน
“คำวินิจฉัยว่าการกู้ด้วยการออก พ.ร.ก. นั้นทำได้ แต่ว่าอำนาจและหน้าที่ในการที่จะพิจารณาว่า ‘ควรทำหรือไม่’ นั้น อยู่กับพวกเราทุกคนในห้องนี้” นายกรณ์ กล่าว
พร้อมกับให้ย้อนกลับไปดูผลสรุปคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 7 ส.ค. ที่ผ่านมา จะพบข้อเท็จจริงว่า บรรดาผู้เชี่ยวชาญทั้ง 6 คนที่ศาลเชิญมาให้ความเห็น ตั้งแต่อดีตนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตลอดจนนักวิชาการด้านกฎหมายและเศรษฐศาสตร์ ทั้ง ศ.ดร.อรพิน ผลสุวรรณ์ สบายรูป รศ.ดร.สุปรียา แก้วละเอียด รศ.ดร.เอื้ออารีย์ อิ้งจะนิล และ ดร.สมชัย จิตสุชน ไม่มีใครเห็นชอบกับการออก พ.ร.ก. ฉบับนี้ เนื่องจากมองว่าสถานการณ์ปัจจุบันยังไม่ถึงขั้นวิกฤตความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โครงการขาดความชัดเจน และสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดวินัยการเงินการคลังตามมาตรา 62 ของรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้นายกรณ์ได้ตั้ง 4 คำถามสำคัญเพื่อให้รัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรได้ตั้งสติ
1. ประเทศชาติวิกฤตจริงหรือไม่ โดยพิจารณาจากวิกฤตในอดีต ตั้งแต่ต้มยำกุ้ง ปี 2540 วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ปี 2551 วิกฤติโควิด-19 ทุกครั้งล้วนมีความจำเป็นฉุกเฉินชัดเจน แต่ปัจจุบันเศรษฐกิจเพียงชะลอตัว อีกทั้งการกู้ผ่าน พ.ร.ก. ยังหลีกเลี่ยงการตรวจสอบที่เข้มข้นเหมือนงบประมาณรายจ่ายประจำปี
2. ตอบโจทย์ปัญหาปากท้องหรือไม่ ประเทศไทยกำลังเผชิญ 4 ปัญหาหลัก คือ GDP โตต่ำ (ไตรมาส 2 โตเพียง 1.9%) ปัญหาขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัด รายได้แท้จริงของประชาชนติดลบเกือบ 3% และปัญหาสินค้าราคาแพงจากค่าน้ำมัน ซึ่งการกู้เงินมาแจกหรือพยุงชั่วคราวไม่สามารถแก้ปัญหาโครงสร้างได้จริง
3. ความเร่งด่วนตามเงื่อนไขมาตรา 172 จริงหรือไม่ จากข้ออ้างโครงการติดตั้ง Solar Rooftop 500,000 ถึง 1 ล้านครัวเรือนนั้น ไม่สามารถเป็นไปได้ในทางปฏิบัติที่จะทำเสร็จก่อน พ.ร.ก. หมดอายุในวันที่ 30 ก.ย. 2570 เพราะกำลังการติดตั้งจริงของประเทศทำได้เพียงปีละ 1–2 แสนครัวเรือน ซึ่งต้องใช้เวลาถึง 5 ปี และกฎหมายไม่อนุญาตให้กู้เงินมากองไว้ล่วงหน้าให้เกิดภาระดอกเบี้ย
4. กระทบต่อวินัยการคลังและหนี้สาธารณะอย่างไร ปัจจุบันหนี้สาธารณะแตะ 67% ของ GDP หากรวมการกู้ชดเชยขาดดุลงบประมาณปี 2569–2570 และเงินกู้ พ.ร.ก. อีก 4 แสนล้านบาท หนี้จะเพิ่มขึ้นอีก 1.8–1.9 ล้านล้านบาท ซึ่งจะดันให้หนี้สาธารณะทะลุเพดาน 70% ทันที ส่งผลให้รัฐบาลปี 2571 จะไม่เหลือพื้นที่ทางการคลังในการจัดสรรงบลงทุน 20% ตามที่กฎหมายบังคับ
“การกู้เงินมาแจก แน่นอนที่สุดมีคนชอบ แน่นอนที่สุดมีผลต่อเศรษฐกิจชั่ววูบ แต่ถามว่าสามารถที่จะแก้ 4 ปัญหาหลักของประเทศ ของพี่น้องประชาชนวันนี้ได้หรือไม่ ผมว่าไม่ใช่” นายกรณ์ กล่าว
นายกรณ์กล่าวสรุปในตอนท้ายว่า ภาระหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่ใช่การอนุมัติเพียงแค่ทำตามที่รัฐบาลเสนอ เพราะเป็นเรื่องที่ไม่ผิดกฎหมาย แต่ต้องคำนึงถึงความถูกต้องและประโยชน์สูงสุดของประชาชน ซึ่ง พ.ร.ก. กู้เงินฉบับนี้ไม่ใช่คำตอบในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ตน สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคร่วมฝ่ายค้าน จึงไม่อาจให้ความเห็นชอบกับการตรา พ.ร.ก. ฉบับนี้ได้





