“อนุทิน” ย้ำกู้ 4 แสนล้าน ใช้ทุกบาทคุ้มค่า-โปร่งใส-ตรวจสอบได้ ชี้ เป็น “ทางเลือกสุดท้าย” รับมือวิกฤติพลังงาน ยันรักษาวินัยคลัง ไม่ทำหนี้ทะลุกรอบ 70%
วันที่ 26 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ถึงความจำเป็นในการตราพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท
นายอนุทินย้ำว่า รัฐบาลตระหนักถึงข้อห่วงใยของสภาและประชาชน ทั้งเรื่องภาระหนี้ ความคุ้มค่า และความโปร่งใสในการใช้เงินกู้ จึงกำหนดกรอบการใช้จ่ายอย่างเข้มงวด เพื่อให้เงินทุกบาทถูกนำไปใช้ตรงตามวัตถุประสงค์ มีความจำเป็น คุ้มค่า และสามารถตรวจสอบได้
โดยทุกโครงการที่จะใช้เงินกู้ต้องผ่านกระบวนการกลั่นกรองของคณะกรรมการ และต้องเป็นโครงการที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ รวมถึงอยู่ภายใต้แผนงานและโครงการตามบัญชีท้าย พ.ร.ก.เท่านั้น เพื่อป้องกันการใช้เงินนอกวัตถุประสงค์และไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนกับงบประมาณจากแหล่งอื่น
นายกรัฐมนตรีระบุว่า หลักการสำคัญของการใช้เงินกู้จะต้อง “ตรงจุด คุ้มค่า โปร่งใส ตรวจสอบได้” ควบคู่กับการเร่งเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานและสร้างประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ โดยรัฐบาลจะดำเนินการภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด
สำหรับเหตุผลที่ต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน นายอนุทินชี้แจงว่า ตั้งแต่ต้นปี 2569 รัฐบาลพยายามใช้ทุกช่องทางในการบริหารแหล่งเงินภายใต้กฎหมายที่มีอยู่แล้ว แต่ไม่เพียงพอและไม่ทันต่อสถานการณ์ ขณะที่กรอบวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณเหลือเพียงประมาณ 17,000 ล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอรับมือผลกระทบจากวิกฤติพลังงาน
ส่วนการจัดทำ พ.ร.บ.โอนงบประมาณหรือการจัดทำงบประมาณเพิ่มเติมต้องใช้เวลา ขณะที่งบประมาณปี 2570 กว่าจะเริ่มใช้ได้ต้องรอถึงเดือนตุลาคม จึงไม่สามารถนำมาแก้ไขสถานการณ์เร่งด่วนในปัจจุบันได้
“ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2569 เป็นต้นมา รัฐบาลได้พยายามทุกวิถีทางในการบริหารจัดการแหล่งเงินภายใต้กรอบกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบัน แต่แหล่งเงินดังกล่าวมีไม่เพียงพอ ไม่ทันสถานการณ์ ประกอบกับวิกฤติการณ์ครั้งนี้ถือเป็นครั้งใหญ่ จึงเป็นทางเลือกสุดท้ายของรัฐบาลในการตรา พ.ร.ก.กู้เงินวงเงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท” นายอนุทินกล่าว
สำหรับวงเงิน 400,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 200,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ ลดภาระค่าครองชีพและต้นทุนการประกอบอาชีพ เพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตและประกอบธุรกิจต่อไปได้
อีก 200,000 ล้านบาท จะใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน สนับสนุนภาครัฐ เอกชน ชุมชน และประชาชนให้เปลี่ยนไปใช้พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกที่ผลิตได้ในประเทศ รวมถึงพัฒนาทักษะประชาชนและนวัตกรรม เพื่อเร่งลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานฟอสซิลจากต่างประเทศ
นายอนุทินยังยืนยันว่า แม้รัฐบาลจะกู้เงินเพิ่มเติม 400,000 ล้านบาท แต่เมื่อรวมกับการกู้เงินในกรณีอื่นแล้ว สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จะยังไม่เกินกรอบ 70% โดยเบื้องต้นจะพิจารณากู้จากแหล่งเงินภายในประเทศ และกระทรวงการคลังได้วางแผนการชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยอย่างเป็นระบบ เพื่อกระจายความเสี่ยงและควบคุมต้นทุนการกู้เงินให้อยู่ในระดับเหมาะสม
นายกรัฐมนตรีย้ำว่า การกู้เงินครั้งนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงนำเงินมาแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของประเทศ โดยช่วยประชาชนและผู้ประกอบการผ่านช่วงวิกฤติ ควบคู่กับการลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ และสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว ภายใต้หลักการสำคัญว่าเงินกู้ทุกบาทต้องถูกใช้อย่างคุ้มค่า โปร่งใส และตรวจสอบได้





