“จุติ” หนุน พ.ร.ก.กู้เงินเปลี่ยนผ่านพลังงาน ชี้วิกฤตปี 69 กระทบคนจนก่อน รัฐต้องทำนโยบายเชิงรุก กู้ต่อลมหายใจประชาชน เร่งพลังงานสะอาดพาไทยข้ามเศรษฐกิจแบบเก่า
วันนี้ (26 ส.ค. 2569) เวลา 10.57 น. ที่อาคารรัฐสภา นายจุติ ไกรฤกษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพิษณุโลก พรรคภูมิใจไทย อภิปรายสนับสนุนพระราชกำหนด (พ.ร.ก.)ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 โดยระบุว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้เป็นเครื่องมือจำเป็นในภาวะที่ไทยเผชิญวิกฤตจากภายนอก ควบคุมไม่ได้ และไม่อาจรอให้ปัญหาลุกลามก่อนค่อยแก้
นายจุติ กล่าวว่า หากไม่มีสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ไทยก็ไม่จำเป็นต้องมี พ.ร.ก.เงินกู้ แต่เมื่อสงครามที่เคยคาดว่าจะจบภายใน 6 สัปดาห์ลากยาวมาถึงเดือนที่ 6 และยังกระทบราคาพลังงานทั่วโลก รัฐบาลจึงต้องตัดสินใจเชิงรุก กู้เงินเพื่อกันไม่ให้วิกฤตพลังงานลามเป็นวิกฤตเศรษฐกิจเต็มรูปแบบ
ทั้งนี้ การบริหารวิกฤตต้องมองเหมือนการรักษาประเทศที่กำลังป่วย คือทำให้ประเทศรอดก่อน ไม่ให้แผลขยายวง และไม่ให้ติดเชื้อทางเศรษฐกิจ พร้อมให้กำลังใจนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ว่าเดินยุทธศาสตร์เชิงรุกมาถูกทางแล้ว
นายจุติเปรียบเทียบว่า ไทยเคยผ่านวิกฤตใหญ่หลายครั้ง ตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2552 วิกฤตโควิดปี 2563 จนถึงวิกฤตพลังงานปี 2569 แต่ละครั้งมีลักษณะไม่เหมือนกัน ปี 2540 เหมือนเศรษฐกิจสะอึกหนัก ปี 2552 เหมือนไข้หวัดใหญ่ ปี 2563 เหมือนประเทศอยู่ห้องไอซียู ส่วนปี 2569 เป็นวิกฤตพลังงานที่เริ่มจากค่าครองชีพและกระทบคนตัวเล็กก่อนใคร
"วิกฤตครั้งก่อน ๆ มักเริ่มจากภาคธุรกิจหรือคนมีทุนก่อน แล้วค่อยลามถึงแรงงาน แต่ครั้งนี้ต่างออกไป เพราะราคาน้ำมัน ค่าไฟ ปุ๋ย และต้นทุนเกษตรกระทบ 29 ล้านครัวเรือนทันที โดยเฉพาะคนจนและเกษตรกร จึงไม่ใช่เวลาจะลังเลว่าควรกู้หรือไม่ แต่ต้องถามว่าหากไม่กู้ ประชาชนจะอยู่รอดได้อย่างไร" นายจุติ กล่าว
นายจุติ กล่าวว่า รัฐบาลไม่สามารถใช้นโยบายประชานิยมแบบเดิมได้อีก เพราะวันนี้หนี้ครัวเรือนสูงกว่าปี 2552 ถึง 300% และหนี้สาธารณะคงค้างสูงกว่าปี 2552 ถึง 400% ทุกมาตรการจึงต้องอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง และต้องกู้เพื่อใช้เท่าที่จำเป็น ไม่ใช่กู้มาใช้จ่ายไร้กรอบ
สำหรับเงินกู้ส่วนแรก 200,000 ล้านบาท นายจุติ กล่าวว่า เป็นเงินที่ช่วยต่อลมหายใจประชาชน ร้านเล็ก ตลาดนัด และคนที่ถูกค่าครองชีพกดทับโดยตรง ส่วนเงินอีก 200,000 ล้านบาท ต้องใช้เฉพาะโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน หากโครงการไม่เข้าเกณฑ์ก็ไม่ควรอนุมัติ และหากเงินเหลือก็ไม่จำเป็นต้องกู้เพิ่ม
นายจุติ กล่าวว่า ไทยจำเป็นต้องลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า เพราะน้ำมัน 100 ลิตรที่ใช้ในประเทศ ต้องนำเข้าถึง 93 ลิตร มีในประเทศเพียง 7 ลิตร เมื่อราคาน้ำมันโลกกระชาก ดุลบัญชีเดินสะพัดและค่าครองชีพย่อมถูกกระทบซ้ำ การเดินหน้าพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานสะอาดจึงเป็นทางออกที่ถูกต้อง
ยกตัวอย่างโซลาร์รูฟ หากครัวเรือนลดค่าไฟได้เดือนละ 1,500 บาท เท่ากับปีละ 18,000 บาท หากคิดอายุใช้งาน 15 ปี จะประหยัดได้ 270,000 บาท เงินจำนวนนี้อาจไม่มากสำหรับคนมีฐานะ แต่มีค่ามากสำหรับครัวเรือนรายได้น้อย
นายจุติ กล่าวว่า พ.ร.ก.นี้ยังช่วยเตรียมแรงงานไทยให้ทันเศรษฐกิจใหม่ โดยเฉพาะแรงงานในอุตสาหกรรมรถยนต์สันดาปและชิ้นส่วนราว 600,000-700,000 คน ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจาก EV ดิจิทัล AI และพลังงานสะอาด หากไม่เร่งอัพสกิลและรีสกิล วันนี้แรงงานกลุ่มนี้อาจถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
นายจุติ กล่าวว่า ขอสนับสนุนให้ พ.ร.ก.ฉบับนี้ผ่าน เพราะเป็นการกู้เงินเพื่อป้องกันวิกฤต ไม่ใช่เพื่อการเมือง เป็นมาตรการที่ประชาชนได้ประโยชน์ ประเทศได้ประโยชน์ และช่วยให้ไทยเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจเก่าไปสู่เศรษฐกิจใหม่ โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง





