1. ตั้งระดับเสียงไม่เกิน 60%

องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ตั้งระดับเสียงของอุปกรณ์ไม่เกินประมาณ 60% ของระดับสูงสุด และหากอุปกรณ์แสดงระดับเดซิเบล ควรรักษาค่าเฉลี่ยไว้ต่ำกว่า 80 เดซิเบล

หากคนข้าง ๆ ได้ยินเสียงจากหูฟัง หรือจำเป็นต้องพูดเสียงดังเพื่อให้ได้ยินกัน แสดงว่าระดับเสียงรอบตัวหรือเสียงในหูฟังอาจดังเกินไป ควรลดระดับเสียงลงทันที

2. พักหูเป็นระยะ ไม่ฟังต่อเนื่องนานเกินไป

ความเสี่ยงต่อการได้ยินขึ้นอยู่กับทั้ง “ความดัง” และ “ระยะเวลา” ยิ่งเสียงดัง ระยะเวลาที่ปลอดภัยยิ่งสั้นลง จึงควรถอดหูฟังและพักในบริเวณที่เงียบเป็นระยะ

แนวทางที่ทำได้ง่าย:

  • พักหูอย่างน้อยประมาณ 10 นาที หลังฟังต่อเนื่องทุก 1 ชั่วโมง
  • สลับกิจกรรมที่ไม่ต้องใช้เสียง
  • ไม่ใส่หูฟังตลอดทั้งวัน แม้เปิดเสียงไม่ดังมาก
  • หากเริ่มหูอื้อ หูตื้อ หรือฟังเสียงพูดไม่ชัด ให้หยุดใช้ทันที

3. ใช้หูฟังที่กระชับและลดเสียงรบกวน

ในรถโดยสาร ร้านอาหาร หรือสถานที่เสียงดัง เรามักเพิ่มระดับเสียงโดยไม่รู้ตัว การใช้หูฟังที่สวมพอดีหรือมีระบบลดเสียงรบกวน จะช่วยลดความจำเป็นในการเร่งเสียงแข่งกับสภาพแวดล้อม

อย่างไรก็ตาม ระบบตัดเสียงรบกวนไม่ได้ทำให้สามารถเปิดเสียงดังได้นานขึ้น ควรควบคุมระดับเสียงและพักหูตามปกติ รวมถึงระวังการใช้งานขณะเดินทาง เพราะอาจไม่ได้ยินเสียงเตือนหรือรถที่กำลังเข้าใกล้

4. เปิดระบบจำกัดเสียงและติดตามการฟัง

สมาร์ตโฟนและหูฟังหลายรุ่นมีฟังก์ชันตรวจสอบระดับเสียง แจ้งเตือนเมื่อฟังดังเกินไป หรือจำกัดระดับเสียงสูงสุด ควรเปิดใช้งานและตรวจดูปริมาณการรับเสียงสะสมเป็นประจำ

หากระบบแจ้งเตือนว่าเสียงดังเกินกำหนด:

  • ลดระดับเสียงทันที
  • ลดระยะเวลาการฟังในวันนั้น
  • พักหูในที่เงียบ
  • ไม่ปิดการแจ้งเตือนเพียงเพราะรู้สึกว่าเสียงยังไม่ดัง

5. ให้หูได้พักจริงเมื่อมีอาการผิดปกติ

หากเริ่มหูอื้อหรือรู้สึกเสียงรอบตัวเบาลง ควรหยุดใช้หูฟังและหลีกเลี่ยงสถานที่เสียงดัง ไม่ควรเร่งเสียงเพื่อทดสอบว่าตนเองยังได้ยินหรือไม่ เพราะอาจเพิ่มการสัมผัสเสียงโดยไม่จำเป็น

ไม่ควร:

  • ใช้คอตตอนบัดหรือของแข็งแคะเข้าไปในช่องหู
  • หยอดยาหรือสารต่าง ๆ เองโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • ใส่หูฟังนอนหลับตลอดคืน
  • ฝืนฟังต่อทั้งที่มีอาการหูอื้อหรือหูตื้อ

เมื่อไรควรพบแพทย์?

ควรพบแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการได้ยิน หากมีอาการหูอื้อเกิดซ้ำบ่อย ไม่ดีขึ้นหลังพักหู รบกวนการนอน ได้ยินเสียงพูดไม่ชัด หรือต้องเพิ่มระดับเสียงมากขึ้นเรื่อย ๆ

หากสูญเสียการได้ยินอย่างกะทันหัน โดยเฉพาะข้างเดียว หรือมีอาการร่วมกับเวียนศีรษะรุนแรง เดินเซ ปวดหู มีน้ำหรือเลือดไหลจากหู ควรรับการตรวจโดยเร็ว เพราะการสูญเสียการได้ยินเฉียบพลันถือเป็นภาวะที่ไม่ควรรอดูอาการเอง

ข้อมูลอ้างอิง: WHO – Safe listening, NIDCD – Noise-induced hearing loss, CDC – Preventing noise-induced hearing loss