กลิ่นเท้าหรือ “Bromodosis” มักเกิดจากเหงื่อและแบคทีเรียที่สะสมบนผิวหนัง โดยเฉพาะเมื่อเท้าอยู่ในรองเท้าปิดเป็นเวลานาน แม้จะเปลี่ยนถุงเท้าทุกวัน แต่หากรองเท้ายังชื้น ซอกนิ้วเท้าไม่แห้ง หรือมีเชื้อราที่เท้า กลิ่นก็อาจกลับมาได้

1. ล้างเท้าให้ทั่ว โดยเฉพาะซอกนิ้ว

ล้างเท้าด้วยสบู่และน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละครั้ง รวมถึงหลังออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมที่มีเหงื่อออกมาก เน้นฝ่าเท้า ซอกนิ้ว รอบเล็บ และบริเวณที่มีผิวหนา

หลังล้างควรเช็ดให้แห้งสนิท โดยเฉพาะซอกนิ้ว เพราะความชื้นที่ตกค้างเป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตของแบคทีเรียและเชื้อรา

2. เลือกถุงเท้าที่ระบายความชื้น

ถุงเท้าบางชนิดอาจกักเก็บเหงื่อ แม้เปลี่ยนใหม่ทุกวันก็ตาม ควรเลือกถุงเท้าที่ระบายอากาศหรือออกแบบมาให้ดูดซับและระบายความชื้นได้ดี

หากเท้ามีเหงื่อออกมาก:

  • พกถุงเท้าสำรองและเปลี่ยนระหว่างวัน
  • ไม่ใส่ถุงเท้าที่เปียกหรือชื้นซ้ำ
  • ซักถุงเท้าหลังใช้งานทุกครั้ง
  • ตากให้แห้งสนิทก่อนนำกลับมาใช้

3. สลับรองเท้าและผึ่งให้แห้ง

กลิ่นอาจสะสมอยู่ในพื้นรองเท้าและวัสดุด้านใน ไม่ใช่เฉพาะที่เท้า ควรสลับรองเท้าแต่ละคู่และปล่อยให้แห้งสนิทก่อนนำกลับมาใส่ ไม่ควรใส่รองเท้าคู่เดิมต่อเนื่องทุกวันหากภายในยังชื้น

ควรเลือก:

  • รองเท้าที่ระบายอากาศได้ดี
  • รองเท้าขนาดพอดี ไม่รัดแน่น
  • รองเท้าแตะหรือรองเท้าเปิดหน้าเท้าในโอกาสที่เหมาะสม
  • นำแผ่นรองรองเท้าออกมาผึ่งหรือทำความสะอาดตามคำแนะนำของผู้ผลิต

4. ลดความชื้นระหว่างวัน

ผู้ที่มีเหงื่อออกบริเวณเท้ามาก อาจใช้แป้งสำหรับเท้าหรือผลิตภัณฑ์ระงับเหงื่อที่ระบุว่าสามารถใช้กับเท้าได้ โดยปฏิบัติตามฉลากผลิตภัณฑ์

ควรทาบนผิวที่สะอาดและแห้ง หลีกเลี่ยงบริเวณที่มีแผล ผิวแตก หรืออักเสบ หากเกิดอาการแสบ คัน หรือระคายเคือง ควรหยุดใช้และปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์

5. ดูแลเล็บและผิวหนังที่หนา

เล็บที่ยาว คราบใต้เล็บ และผิวหนังที่หนาหรือด้าน อาจเป็นจุดสะสมของเหงื่อและแบคทีเรีย ควรตัดเล็บให้สั้นพอดี ตัดตรง และทำความสะอาดอุปกรณ์ตัดเล็บหลังใช้งาน

หากต้องการขัดผิวด้าน ควรทำอย่างเบามือ ไม่ตัดหรือขูดลึกจนเกิดแผล โดยเฉพาะผู้เป็นเบาหวานหรือมีปัญหาการไหลเวียนเลือด ควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ก่อนดูแลตาปลาหรือผิวหนังหนาด้วยตนเอง

ระวังว่าอาจไม่ใช่แค่กลิ่นเท้า

หากมีกลิ่นร่วมกับอาการคัน แสบ ผิวลอก แตกเป็นขุย หรือผิวเปื่อยระหว่างนิ้ว อาจเกี่ยวข้องกับเชื้อราที่เท้าหรือ “ฮ่องกงฟุต” ควรปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์เพื่อเลือกยาฆ่าเชื้อราให้เหมาะสม ไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะหรือครีมสเตียรอยด์เองโดยไม่ทราบสาเหตุ

ควรพบแพทย์หากดูแลตนเองแล้วกลิ่นยังไม่ดีขึ้น มีผื่นลุกลาม บวมแดง ร้อน ปวด มีหนอง มีไข้ หรือมีบาดแผล โดยเฉพาะผู้เป็นเบาหวาน ภูมิคุ้มกันต่ำ หรือมีปัญหาการไหลเวียนเลือด

ข้อมูลอ้างอิง: NHS – Smelly feet, American Academy of Dermatology – Prevent athlete’s foot, Mayo Clinic – Athlete’s foot