นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ออกโรงเตือนประชาชนในพื้นที่ที่มีฝนตกหนัก ระดับน้ำท่วมขัง และพื้นที่เสี่ยงดินโคลนถล่ม ให้เฝ้าระวังโรคและภัยสุขภาพที่มากับน้ำอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเดินทาง ทำงาน หรือทำความสะอาดบ้านเรือนหลังน้ำลด ซึ่งมีความเสี่ยงติดเชื้อโรคสำคัญ 2 ชนิด ได้แก่:

  • โรคเลปโตสไปโรซิส (ไข้ฉี่หนู): เกิดจากเชื้อแบคทีเรียในปัสสาวะสัตว์ เช่น หนู โค กระบือ สุกร และสุนัข เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายผ่านทางบาดแผลหรือเยื่อบุต่าง ๆ หลังรับเชื้อ 1–2 สัปดาห์ จะมีอาการไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อโดยเฉพาะบริเวณน่องและหลัง ตาแดง คลื่นไส้ อาเจียน หากรุนแรงอาจเกิดภาวะตับวาย ไตวาย หรือเสียชีวิตได้

    Advertise
  • โรคเมลิออยโดสิส (ไข้ดิน): เกิดจากเชื้อแบคทีเรียในดินและน้ำ ติดต่อผ่านการสัมผัสทางผิวหนัง การสูดดมฝุ่นละออง หรือการดื่มกินน้ำและอาหารที่ปนเปื้อน มีระยะฟักตัว 1–21 วัน (หรืออาจนานเป็นเดือนถึงปี) ผู้ป่วยจะมีไข้สูง หอบเหนื่อย ไอเรื้อรัง หรือมีฝีหนองตามผิวหนังและอวัยวะภายใน โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เช่น เกษตรกร ผู้ป่วยเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง และผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในกระแสเลือดและเสียชีวิตสูง

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถป้องกันได้โดยหลีกเลี่ยงการลุยน้ำย่ำโคลน หากจำเป็นควรสวมรองเท้าบูตและถุงมือยาง หากมีบาดแผลต้องปิดพลาสเตอร์กันน้ำให้มิดชิด รีบอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายทันที และเลือกดื่มน้ำสะอาดหรือน้ำต้มสุก ที่สำคัญหากมีอาการไข้สูง ปวดเมื่อยตามตัว หรือปวดน่องหลังสัมผัสน้ำหรือดิน ห้ามซื้อยามารับประทานเอง ให้รีบพบแพทย์และแจ้งประวัติการลุยน้ำทันที

ทางด้าน นายแพทย์ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ได้เน้นย้ำเตือนภัยจากกระแสไฟฟ้า โดยห้ามสัมผัสปลั๊กไฟ เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือสายไฟที่เปียกน้ำ และห้ามเปิด-ปิดระบบไฟฟ้าด้วยตนเองหากน้ำท่วมถึงอุปกรณ์ สำหรับพื้นที่ลาดเชิงเขา ขอให้สังเกตสัญญาณเตือนภัยดินโคลนถล่ม เช่น มีดินหรือหินร่วงหล่น น้ำในลำห้วยขุ่นและเพิ่มปริมาณรวดเร็ว ต้นไม้หรือเสาไฟเริ่มเอียง ให้อพยพไปยังพื้นที่ปลอดภัยทันที ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

Article Image