
ฮือฮาทั่วโลกโซเชียลหลังจากมีการนำข้อมูลเกี่ยวกับวัคซีน AstraZeneca หรือแอสตร้าเซเนก้า และความเสี่ยงเรื่อง “ลิ่มเลือดอุดตันร่วมกับเกล็ดเลือดต่ำ” กลับมาเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์

เนื้อหาที่ถูกแชร์ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า หากเคยได้รับวัคซีน AstraZeneca แล้ว ยังมีความเสี่ยงเกิดภาวะดังกล่าวอยู่หรือไม่ และผลข้างเคียงที่พูดถึงนั้นเพิ่งถูกค้นพบหรือเป็นข้อมูลที่มีการรับทราบมาก่อนแล้ว

ล่าสุด อ.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Jessada Denduangboripant เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 เพื่ออธิบายประเด็นดังกล่าว โดยระบุว่าเรื่องวัคซีน AstraZeneca กับภาวะลิ่มเลือดนั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่

ภาวะลิ่มเลือดหลังวัคซีน AstraZeneca คืออะไร?
ข้อมูลที่ถูกพูดถึงเกี่ยวข้องกับภาวะ Thrombosis with Thrombocytopenia Syndrome หรือ TTS ซึ่งเป็นภาวะที่เกิดลิ่มเลือดร่วมกับจำนวนเกล็ดเลือดต่ำ และมีการรายงานพบในผู้ได้รับวัคซีนโควิด-19 บางชนิดที่ใช้เทคโนโลยีไวรัลเวกเตอร์
สำหรับวัคซีน AstraZeneca มีการศึกษาพบความเชื่อมโยงกับภาวะดังกล่าวในระดับที่พบได้ยากมาก โดยในบางเอกสารจะใช้คำว่า Vaccine-Induced Immune Thrombotic Thrombocytopenia หรือ VITT เพื่ออธิบายกลไกของภาวะนี้
ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่การบอกว่า “ฉีดแล้วต้องเกิดลิ่มเลือด” แต่เป็นการทำความเข้าใจว่า ภาวะดังกล่าวเป็นผลข้างเคียงที่มีการตรวจพบและติดตามมาแล้ว และเกิดขึ้นในสัดส่วนที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ได้รับวัคซีนทั้งหมด
อ.เจษฎา ย้ำ ไม่ใช่ข้อมูลที่เพิ่งค้นพบ
อ.เจษฎาระบุในโพสต์ว่า เรื่องความเสี่ยงดังกล่าวเป็นข้อมูลที่มีการรับทราบมาตั้งแต่ช่วงที่มีการฉีดวัคซีน ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งค้นพบในปัจจุบัน
สำหรับประเทศไทย ข้อมูลที่ถูกอ้างถึงระบุว่า มีการฉีดวัคซีน AstraZeneca ประมาณ 48 ล้านโดส โดยเข็มสุดท้ายที่มีการฉีดในประเทศไทยอยู่ในเดือนมีนาคม 2566
อ.เจษฎายังระบุว่า จากข้อมูลที่นำมาอธิบาย มีผู้ได้รับผลข้างเคียงในลักษณะดังกล่าวในประเทศไทยอยู่ในจำนวนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนโดสทั้งหมด โดยในโพสต์ล่าสุดระบุจำนวน 28 ราย
ทั้งนี้ ตัวเลขที่ปรากฏในข้อมูลจากแหล่งอ้างอิงต่างช่วงเวลากันอาจไม่ตรงกัน โดยข้อมูลที่มีการเผยแพร่ก่อนหน้านี้จากหน่วยงานสาธารณสุขระบุจำนวนผู้ป่วยไว้ 23 ราย จึงควรพิจารณาตัวเลขตามช่วงเวลาของรายงานและฐานข้อมูลที่ใช้อ้างอิง ไม่ควรนำตัวเลขต่างแหล่งมาเปรียบเทียบโดยไม่ดูบริบท
ช่วงเวลาหลังฉีดมีความสำคัญ
อีกประเด็นที่ อ.เจษฎาเน้นคือ ช่วงเวลาที่เกิดอาการ
จากข้อมูลที่นำมาอธิบาย ภาวะลิ่มเลือดที่เกี่ยวข้องกับวัคซีน AstraZeneca มักเกิดขึ้นในช่วงประมาณ 5-42 วันหลังได้รับวัคซีน
ดังนั้น การนำอาการหรือปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นหลังจากได้รับวัคซีนไปแล้วหลายปีมาเชื่อมโยงว่าเกิดจากวัคซีนโดยอัตโนมัติ จึงไม่สามารถสรุปได้เพียงจากช่วงเวลาที่เกิดเหตุเท่านั้น
ประเด็นนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของการตรวจสอบข้อมูล เพราะการที่อาการทางสุขภาพเกิดขึ้น “หลังจาก” ได้รับวัคซีน ไม่ได้หมายความว่าวัคซีนเป็นสาเหตุเสมอไป จำเป็นต้องพิจารณาเรื่องช่วงเวลา อาการ การวินิจฉัย และหลักฐานทางการแพทย์ประกอบกัน
ประเทศไทยฉีด AstraZeneca จำนวนมาก แต่ภาวะนี้พบได้น้อย
เมื่อเทียบจำนวนผู้ได้รับวัคซีนกับจำนวนกรณีที่มีรายงานภาวะดังกล่าว จะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน
ข้อมูลที่ถูกนำมาเผยแพร่ระบุว่า ประเทศไทยมีการฉีด AstraZeneca ประมาณ 48 ล้านโดส ขณะที่จำนวนกรณีภาวะลิ่มเลือดที่เกี่ยวข้องกับวัคซีนอยู่ในระดับหลักสิบ
จึงไม่ควรตีความข่าวในลักษณะว่า “วัคซีน AstraZeneca ทำให้คนที่ฉีดทุกคนเสี่ยงเกิดลิ่มเลือด” เพราะข้อมูลไม่ได้สนับสนุนข้อสรุปเช่นนั้น
สิ่งที่ถูกต้องกว่าคือ วัคซีนมีผลข้างเคียงที่พบได้ยากบางประเภท และภาวะ TTS เป็นหนึ่งในผลข้างเคียงที่มีการรับทราบและติดตามข้อมูลมาแล้ว
ไม่ใช่เฉพาะ AstraZeneca ที่มีผลข้างเคียงที่ถูกจับตา
ในโพสต์ของ อ.เจษฎา ยังกล่าวถึงผลข้างเคียงอีกประเภทหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับวัคซีนโควิด-19 กลุ่ม mRNA เช่น Pfizer และ Moderna
นั่นคือ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หรือ myocarditis และ เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ หรือ pericarditis
ข้อมูลที่นำมาอ้างถึงระบุว่าภาวะดังกล่าวพบได้มากกว่าในกลุ่มคนอายุน้อย และพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง โดยมีอัตราการพบอยู่ในระดับต่ำ
อย่างไรก็ตาม ลักษณะผลข้างเคียงและกลุ่มวัคซีนที่เกี่ยวข้องแตกต่างกัน จึงไม่ควรนำข้อมูลของ AstraZeneca กับ Pfizer หรือ Moderna มารวมเป็นเหตุการณ์เดียวกัน
แล้วคนที่เคยฉีด AstraZeneca ต้องกังวลหรือไม่?
ประเด็นที่หลายคนอยากได้คำตอบมากที่สุดคือ ผู้ที่เคยฉีด AstraZeneca เมื่อหลายปีก่อนควรต้องไปตรวจหาภาวะลิ่มเลือดหรือไม่
จากข้อมูลที่ อ.เจษฎา นำมาอธิบาย ความเสี่ยงของภาวะ TTS ที่เกี่ยวข้องกับวัคซีนอยู่ในช่วงเวลาหลังการฉีด ไม่ใช่ภาวะที่โดยทั่วไปจะเพิ่งปรากฏขึ้นหลังผ่านไปหลายปี
ข้อมูลจากหน่วยงานสาธารณสุขที่ถูกอ้างถึงก่อนหน้านี้จึงระบุว่า ผู้ที่ได้รับวัคซีนในอดีตและไม่มีอาการผิดปกติในช่วงเวลาที่เกี่ยวข้อง ไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกเพียงเพราะมีการนำข่าวเก่ากลับมาเผยแพร่
อย่างไรก็ตาม หากบุคคลใดมีอาการผิดปกติ มีโรคประจำตัว หรือมีปัจจัยเสี่ยงด้านหลอดเลือดและการแข็งตัวของเลือด การพบแพทย์เพื่อประเมินตามอาการและประวัติสุขภาพยังเป็นแนวทางที่เหมาะสม
อย่าให้ข่าวเก่ากลายเป็นความเข้าใจผิดเรื่องสุขภาพ
สิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ข้อมูลทางการแพทย์เมื่อถูกตัดบางส่วนออกจากบริบท อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ง่าย
การระบุว่า “AstraZeneca มีความเกี่ยวข้องกับภาวะลิ่มเลือด” เป็นข้อมูลที่มีพื้นฐานจากการตรวจพบผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นได้จริงและพบได้น้อยมาก แต่การนำข้อความดังกล่าวไปตีความต่อว่า ผู้ที่เคยฉีดวัคซีนจะมีโอกาสเกิดลิ่มเลือดได้ตลอดไป หรืออาการที่เกิดขึ้นหลายปีภายหลังต้องเกิดจากวัคซีน ย่อมเป็นคนละประเด็นกัน
ดังนั้น สิ่งสำคัญคือการตรวจสอบทั้ง ชนิดของภาวะ ช่วงเวลาที่เกิดอาการ จำนวนกรณี และหลักฐานทางการแพทย์ ก่อนสรุปว่าอาการใดเกิดจากวัคซีน
สำหรับข้อมูลสุขภาพ หากมีอาการผิดปกติหรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพของตนเอง ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์
โดยตรง มากกว่าตัดสินจากข้อมูลที่เผยแพร่บนโซเชียลมีเดียเพียงอย่างเดียว




