สะเทือนแอนฟิลด์! ตัวเลขใหม่เผยกลุ่มทุนที่มี “เจฟฟ์ เบซอส” ร่วมลงทุน เข้าถือหุ้น “ลิเวอร์พูล” มากถึง 38% ไม่ใช่ประมาณ 1 ใน 3 ตามรายงานก่อนหน้า พร้อมจับตาเงื่อนไขสำคัญที่อาจเปิดทางให้กลุ่มทุนรายใหม่ก้าวขึ้นมาถือหุ้นใหญ่ของสโมสรในอนาคต
ความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ของ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล กลับมาเป็นที่จับตาอีกครั้ง หลังมีรายงานล่าสุดว่า Fenway Sports Group หรือ FSG เจ้าของสโมสร ได้ขายหุ้นให้กับ 1892 Holdings กลุ่มทุนที่นำโดย อามิต บาเทีย นักธุรกิจชาวอังกฤษเชื้อสายอินเดีย และมีมหาเศรษฐีระดับโลกเข้าร่วมลงทุน ทั้ง เจฟฟ์ เบซอส ผู้ก่อตั้ง Amazon และ เอดูอาร์โด ซาเวริน ผู้ร่วมก่อตั้ง Facebook
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม FSG ประกาศบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายในการรับการลงทุนเชิงกลยุทธ์แบบผู้ถือหุ้นส่วนน้อยจาก 1892 Holdings โดยรายงานในช่วงแรกประเมินว่า กลุ่มทุนใหม่เข้าซื้อหุ้นประมาณ 30% หรือราว 1 ใน 3 ของสโมสร
อย่างไรก็ตาม รายงานล่าสุดระบุว่า สัดส่วนที่แท้จริงอาจสูงกว่านั้น โดย 1892 Holdings เข้าถือหุ้นลิเวอร์พูลประมาณ 38% ทำให้กลุ่มทุนชุดนี้กลายเป็นผู้ถือหุ้นรายสำคัญของสโมสรทันที ขณะที่ FSG ยังคงถือหุ้นเกินครึ่งและรักษาอำนาจควบคุมสโมสรเอาไว้ในปัจจุบัน
อีกประเด็นที่ต้องจับตาคือโครงสร้างข้อตกลง ซึ่งมีรายงานว่าเปิดช่องให้ 1892 Holdings สามารถขยับสัดส่วนการลงทุนไปสู่การถือหุ้นควบคุมได้ภายในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดไว้กับ FSG
หากเกิดขึ้นจริง นั่นอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของลิเวอร์พูล นับตั้งแต่ FSG เข้ามาซื้อสโมสรเมื่อปี 2010
สำหรับมูลค่าของลิเวอร์พูลจากการทำธุรกรรมครั้งนี้ มีรายงานประเมินอยู่ในระดับมากกว่า 5 พันล้านปอนด์ และบางการประเมินอยู่บริเวณ 5.5 พันล้านปอนด์ สะท้อนมูลค่าของหนึ่งในสโมสรฟุตบอลที่มีฐานแฟนบอลใหญ่ที่สุดในโลก
อย่างไรก็ตาม การเข้ามาของกลุ่มทุนมหาเศรษฐีไม่ได้หมายความว่า ลิเวอร์พูลจะสามารถทุ่มเงินซื้อนักเตะได้อย่างไร้ขีดจำกัดทันที เนื่องจากการดำเนินงานของสโมสรยังอยู่ภายใต้กฎการเงินของพรีเมียร์ลีกและข้อจำกัดด้านการใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง
จากนี้จึงต้องจับตาว่า การถือหุ้น 38% จะเป็นเพียงการลงทุนระยะยาวร่วมกับ FSG หรือจะกลายเป็น “ก้าวแรก” ของการเปลี่ยนเจ้าของอำนาจควบคุมลิเวอร์พูลในอนาคต





