วันที่ 5 ส.ค.69 - คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติโครงการเสริมสร้างและยกระดับความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการสกัดกั้นยาเสพติดและทำลายเครือข่ายการค้ายาเสพติดระหว่างประเทศ ประจำปีงบประมาณ 2569 วงเงินรวม 16 ล้านบาท ตามข้อเสนอของกระทรวงยุติธรรม โดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ป.ป.ส. โครงการมุ่งสนับสนุนความร่วมมือกับเมียนมา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และเวียดนาม เพื่อสกัดกั้นยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ตั้งแต่พื้นที่ต้นทาง รวมถึงทำลายเครือข่ายค้ายาข้ามชาติ ก่อนลักลอบเข้าสู่แนวชายแดนและพื้นที่ตอนในของประเทศไทย
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า งบประมาณจะถูกนำไปใช้สนับสนุนปฏิบัติการร่วมในพื้นที่เสี่ยง จัดหาอุปกรณ์ตรวจสารเคมีและชุดตรวจยาเสพติด พัฒนาระบบตรวจพิสูจน์ ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ และเพิ่มศักยภาพจุดตรวจหรือด่านสกัดตามเส้นทางสำคัญ สำหรับเมียนมา จะเน้นสนับสนุนการปฏิบัติการในพื้นที่สำคัญ ซึ่งเกี่ยวข้องกับแหล่งผลิตและเส้นทางลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ สปป.ลาว จะมุ่งเสริมศักยภาพชุดปฏิบัติการตามแนวชายแดน จุดตรวจสกัด และการดำเนินงานระดับชุมชนผ่านโครงการหมู่บ้านสีขาว เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดและลดการใช้พื้นที่ชายแดนเป็นเส้นทางลำเลียง ส่วนเวียดนาม จะให้ความสำคัญกับการควบคุมสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ การตรวจพิสูจน์ยาเสพติด และการพัฒนาศักยภาพศูนย์ประสานงานแม่น้ำโขงปลอดภัย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสานปฏิบัติการระหว่างประเทศ
ความร่วมมือดังกล่าวสอดคล้องกับแผนปฏิบัติการร่วมแม่น้ำโขงปลอดภัย ซึ่งประเทศสมาชิกใช้เป็นกรอบลดศักยภาพแหล่งผลิต สกัดกั้นเส้นทางลำเลียง ปราบปรามผู้ผลิตและผู้ค้ายา รวมถึงพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ในภูมิภาค โดยสถานการณ์ล่าสุดพบว่าการผลิตยาบ้า ไอซ์ และคีตามีนในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำยังอยู่ในระดับสูง และสารตั้งต้นยังถูกลักลอบส่งเข้าสู่แหล่งผลิตอย่างต่อเนื่อง
รัฐบาลระบุว่า การสกัดกั้นยาเสพติดไม่สามารถดำเนินการเฉพาะภายในประเทศได้ เนื่องจากเครือข่ายค้ายาใช้เส้นทางข้ามพรมแดนและเชื่อมโยงกับอาชญากรรมข้ามชาติ จึงต้องยกระดับการแลกเปลี่ยนข่าวกรอง การติดตามผู้ต้องหาหลบหนีหมายจับ การตรวจสอบทรัพย์สิน และการปฏิบัติการร่วมระหว่างประเทศ ที่ผ่านมา ไทยและ สปป.ลาว มีแนวทางร่วมกันทั้งการตั้งด่านตรวจตามเส้นทางสำคัญ การลาดตระเวนตามลำน้ำโขง การตั้งชุดสืบสวนเป้าหมายร่วม และการแลกเปลี่ยนพยานหลักฐานเพื่อตัดวงจรเครือข่ายและเส้นทางการเงิน
ขณะเดียวกัน รัฐบาลกำหนดให้การแก้ปัญหายาเสพติดเป็นวาระเร่งด่วน โดยเน้นทั้งการสกัดกั้นตามแนวชายแดน การปราบเครือข่าย การยึดทรัพย์ และความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อไม่ให้ไทยถูกใช้เป็นเส้นทางผ่านหรือฐานปฏิบัติการของกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติ โดยคาดหวังว่า การสนับสนุนงบประมาณครั้งนี้จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของประเทศเพื่อนบ้านในการตรวจจับสารตั้งต้น ยาเสพติด และผู้ลักลอบขนส่ง พร้อมลดปริมาณยาเสพติดที่เข้าสู่ประเทศไทย และสร้างความปลอดภัยให้ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม





