‘โรม’ หวั่น ครม. ตั้ง ‘ร.ต.อ.ปิยะ’ นั่งอธิบดี DSI สื่อถึงผลประโยชน์ต่างตอบแทน ชี้คนช่วย ‘ระบอบน้ำเงิน’ ได้ดี แต่คนทำงานถูกมองข้าม  เตือนระวัง DSI ถูกใช้เป็นเครื่องมือการเมืองช่วยอาชญากรตัวจริง

 

อาคารรัฐสภา – นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้ง ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล เป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) คนใหม่ ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าอาจเป็นการแต่งตั้งเพื่อตอบแทนทางผลประโยชน์ทางการเมือง โดยนายรังสิมันต์ระบุว่า เรื่องดังกล่าวเป็นสิ่งที่ตนและหลายฝ่ายเป็นห่วงอย่างยิ่ง เนื่องจากสอดคล้องกับหลายสถานการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้

นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ภาพสะท้อนในปัจจุบันกำลังทำให้เห็นว่า ข้าราชการที่ตั้งใจทำงานอาจไม่ได้เติบโต ในทางกลับกัน ข้าราชการที่ให้ความช่วยเหลือ "ระบอบน้ำเงิน" จนทำให้บางฝ่ายรอดพ้นจากคดีความ กลับได้รับการแต่งตั้งให้ได้ดี ซึ่งเป็นบรรทัดฐานที่ไม่ควรเกิดขึ้นในระบบราชการไทย เหมือนกับปัญหาระบบการสอบท้องถิ่น เพราะความรู้ความสามารถอาจไม่เพียงพอ แต่ต้องอาศัยเส้นสายและปัจจัยอื่น ตนขอตั้งข้อสังเกตถึงกรณีคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 (คณะอนุฯ ชุดที่ 36) ของ กกต. ที่เคยมีมติสวนทางกับคณะอนุฯ ชุดที่ 26 ในคดีฮั้วเลือก สว. ซึ่งอธิบดี DSI คนใหม่เคยมีส่วนร่วมในคณะดังกล่าวพิจารณา

"หากสถานการณ์เป็นเช่นนี้ ย่อมเกิดคำถามว่า หากข้าราชการต้องการประสบความสำเร็จ จะต้องประจบเอียงเข้าหาผู้มีอำนาจ โดยไม่สนใจว่ากระบวนการยุติธรรมจะเสียหายหรือไม่" นายรังสิมันต์กล่าว พร้อมเรียกร้องให้ข้าราชการร่วมกันส่งเสียงปฏิเสธระบบดังกล่าว และยึดถือคุณงามความดีและความสามารถเป็นหลักในการพิจารณาความก้าวหน้า โดยยืนยันว่าพรรคร่วมฝ่ายค้านพร้อมร่วมมือกับข้าราชการน้ำดีทุกคน

นอกจากนี้ นายรังสิมันต์ยังแสดงความกังวลต่อบทบาทของ DSI ในอนาคตว่า แม้การปราบปรามอาชญากรรมจะเป็นหน้าที่โดยตรง แต่หากกระบวนการสืบสวนถูกแทรกแซง DSI อาจกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อสองวัตถุประสงค์หลัก คือ 1. การช่วยเหลืออาชญากรตัวจริงให้พ้นผิด และ 2. การใช้เป็นเครื่องมือรวบอำนาจทางการเมืองมาเป็นของตนเองและพวกพ้อง