วันที่ 25 ก.ค.69 - ประเทศไทยได้รับข่าวดีครั้งสำคัญ หลังที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 48 ณ นครปูซาน สาธารณรัฐเกาหลี รับรองการขึ้นทะเบียน “วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช” เป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งใหม่ขององค์การยูเนสโก การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19–29 กรกฎาคม 2569 โดยเอกสารประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการมรดกโลกเสนอให้ขึ้นทะเบียนวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารตามหลักเกณฑ์ข้อที่ 2 และข้อที่ 6 ซึ่งครอบคลุมคุณค่าด้านการแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรม และความเชื่อมโยงกับประเพณีความศรัทธาที่ยังคงสืบทอดอยู่ในปัจจุบัน
นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย พร้อมด้วยนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมผลักดันการเสนอขึ้นทะเบียนในครั้งนี้ ก่อนการพิจารณาครั้งนี้ ประเทศไทยมีแหล่งมรดกโลกอยู่แล้ว 8 แห่ง แบ่งเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม 5 แห่ง และมรดกโลกทางธรรมชาติ 3 แห่ง เมื่อวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารได้รับการขึ้นทะเบียน จึงนับเป็นมรดกโลกแห่งที่ 9 ของไทย มรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งที่ 6 และแห่งแรกในพื้นที่ภาคใต้

วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาเถรวาทที่สำคัญของนครศรีธรรมราช ตั้งอยู่บนเส้นทางการค้าโบราณระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิก มีพัฒนาการด้านศาสนาและสถาปัตยกรรมที่สะท้อนการผสมผสานของศาสนาพราหมณ์–ฮินดู พุทธศาสนามหายาน และพุทธศาสนาเถรวาท

องค์พระบรมธาตุเจดีย์และสถาปัตยกรรมภายในวัดยังส่งอิทธิพลต่อการสร้างศาสนสถานในประเทศไทย มาเลเซีย และพื้นที่ใกล้เคียง ขณะที่วัดยังคงเป็นศูนย์กลางความศรัทธาที่มีชีวิต เชื่อมโยงกับประเพณี ศิลปะ และวิถีชุมชนอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในคุณค่าที่โดดเด่นคือ ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ ซึ่งประชาชนและพุทธศาสนิกชนร่วมกันนำผ้าพระบฏไปถวายและห่มองค์พระบรมธาตุเจดีย์ เป็นประเพณีสำคัญที่สะท้อนความผูกพันระหว่างสถานที่ศักดิ์สิทธิ์กับชุมชน
เอกสารของยูเนสโกยังระบุถึงความเชื่อมโยงระหว่างวัดกับศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น เช่น การแสดงโนราและตำนานพื้นเมือง ซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์ของวัดกับผู้คนและสังคมภาคใต้มาอย่างยาวนาน

ภายหลังการขึ้นทะเบียน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งจัดทำแนวทางบริหารจัดการพื้นที่ให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของอนุสัญญามรดกโลก โดยรักษาสมดุลระหว่างการอนุรักษ์โบราณสถาน การดูแลทัศนียภาพโดยรอบ และการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยแผนบริหารจัดการของวัดครอบคลุมช่วงปี 2569–2573 พร้อมแผนรับมือภัยพิบัติ ความเสี่ยงจากกิจกรรมมนุษย์ และแผนบริหารการท่องเที่ยว เพื่อรักษาคุณค่าของแหล่งมรดกโลกในระยะยาว

การขึ้นทะเบียนครั้งนี้ไม่เพียงสร้างความภาคภูมิใจให้ชาวนครศรีธรรมราชและประชาชนชาวไทย แต่ยังเป็นโอกาสยกระดับการท่องเที่ยว สร้างงาน สร้างรายได้ และต่อยอดสินค้าและบริการของชุมชน โดยต้องดำเนินควบคู่กับการอนุรักษ์อย่างรอบคอบและยั่งยืน





