เมื่อวันที่ 23 ก.ค.69 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยภาพรวมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนกับประเทศคู่เจรจาและการประชุมที่เกี่ยวข้อง ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ว่า การประชุมครั้งนี้มีทั้งประเทศสมาชิกอาเซียน ประเทศคู่เจรจา และประเทศที่เข้าร่วมกรอบความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก หรือ ARF รวม 27 ประเทศ
นอกจากนี้ ยังมีการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศเอเชียตะวันออก หรือ EAS ตลอดจนการประชุมความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ สะท้อนว่าอาเซียนยังคงเป็นเวทีที่นานาประเทศให้ความสำคัญ และมีบทบาทเชื่อมโยงความร่วมมือในภูมิภาค
นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ประเด็นหลักของการหารือครอบคลุมความขัดแย้งและความผันผวนของสถานการณ์โลก ซึ่งหลายฝ่ายกังวลต่อการไม่เคารพกติกาสากล รวมถึงการสู้รบในหลายพื้นที่ ทั้งสงครามรัสเซีย–ยูเครน และวิกฤตในตะวันออกกลาง ที่ประชุมให้ความสำคัญกับผลกระทบที่อาจขยายวงไปยังประเทศอื่น โดยเฉพาะความมั่นคงทางทะเล ความมั่นคงด้านพลังงานและอาหาร ตลอดจนเสรีภาพในการเดินเรือตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ

สำหรับสถานการณ์ในภูมิภาคอาเซียน ที่ประชุมหารือปัญหาทะเลจีนใต้ ซึ่งยังมีข้อขัดแย้งเรื่องการอ้างสิทธิทางทะเล หลายประเทศแสดงความกังวลต่อเสรีภาพในการเดินเรือ ความมั่นคงทางทะเล บทบาทของจีน และการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศมหาอำนาจ ส่วนสถานการณ์ไทย–กัมพูชา มีการติดตามและแลกเปลี่ยนข้อมูลในหลายวงประชุม เพื่อให้ประเทศที่เกี่ยวข้องเข้าใจพัฒนาการและจุดยืนของแต่ละฝ่ายอย่างรอบด้าน
นายสีหศักดิ์ระบุว่า ไทยเน้นย้ำเรื่องสถานการณ์ในเมียนมาหลายครั้ง โดยต้องการให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้าสู่กระบวนการพูดคุย พร้อมเพิ่มความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง
แนวทางของไทยคือการมีปฏิสัมพันธ์กับเมียนมาอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อสร้างความไว้วางใจและเปิดทางสู่การเจรจา โดยไม่ได้หมายถึงการให้ความชอบธรรมทางการเมืองแก่รัฐบาลเมียนมา แต่มีเป้าหมายให้เกิดความปรองดอง สันติภาพ และเสถียรภาพในประเทศเพื่อนบ้าน แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับการผลักดันให้เกิดการหารือโดยตรงและดำเนินการตามฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียนอย่างเป็นรูปธรรม

นายสีหศักดิ์เรียกแนวทางนี้ว่า “นโยบายเดินสองเส้นทาง” คือการรักษาหลักการของอาเซียนควบคู่กับการเปิดช่องทางสื่อสาร เพราะไทยมีพรมแดนติดกับเมียนมาและได้รับผลกระทบโดยตรง จึงไม่สามารถรอให้สถานการณ์คลี่คลายด้วยตัวเองได้
ปัญหาการหลอกลวงออนไลน์และเครือข่ายสแกมเมอร์เป็นอีกประเด็นที่ได้รับความสนใจในหลายวงประชุม โดยนายมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า ปัญหานี้เป็นภัยร้ายแรงต่อประชาชนทั่วโลก ผู้เสียหายในสหรัฐฯ จำนวนมาก โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ถูกหลอกให้สูญเงินเก็บที่สะสมมาตลอดชีวิต ทำให้ฝ่ายสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมออนไลน์ และส่งสัญญาณต้องการเพิ่มความร่วมมือกับไทย ซึ่งมีท่าทีจริงจังในการแก้ปัญหา ความร่วมมือดังกล่าวอาจครอบคลุมการแลกเปลี่ยนข้อมูล การติดตามเส้นทางการเงิน และการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อสกัดการหลอกลวงประชาชนและตัดวงจรผลประโยชน์ของขบวนการสแกมเมอร์





