วันที่ 24 ก.ค.69 - สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองทัพสหรัฐฯ ยังคงเปิดปฏิบัติการทางอากาศโจมตีเป้าหมายในอิหร่านต่อเนื่องเป็นคืนที่ 13 ท่ามกลางการตอบโต้จากกองทัพอิหร่าน ซึ่งยิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตีฐานทัพ รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกของสหรัฐฯ ในประเทศพันธมิตรบริเวณอ่าวเปอร์เซีย

กระทรวงกลาโหมคูเวตเปิดเผยว่า กองกำลังอิหร่านส่งโดรนเข้าโจมตีพื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศหลายระลอก ขณะที่บาห์เรนและประเทศพันธมิตรอื่นซึ่งอนุญาตให้สหรัฐฯ ตั้งฐานทัพ เผชิญการโจมตีหลายครั้งในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

ความตึงเครียดยังขยายตัวไปยังทะเลแดง หลังกลุ่มฮูตีซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ยิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย 2 ลำ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ภายหลังประกาศปิดล้อมทางทะเลต่อซาอุดีอาระเบีย

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกมาเตือนว่า หากกลุ่มฮูตียังเดินหน้าโจมตีเรือสินค้าและเรือบรรทุกน้ำมันในทะเลแดง กองทัพสหรัฐฯ จะใช้ปฏิบัติการทางทหารขั้นเด็ดขาดต่อกลุ่มฮูตีและอิหร่าน พร้อมระบุว่าอิหร่านต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของกลุ่มพันธมิตรที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของตน

เหตุโจมตีเรือน้ำมันส่งผลให้ตลาดพลังงานโลกตอบสนองทันที โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์เพิ่มขึ้นมากกว่า 7% และทะลุระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เทกซัสปรับขึ้นประมาณ 5% อยู่ที่ 91.26 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ตามรายงานของสำนักข่าวต่างประเทศ

ด้านที่ปรึกษาอาวุโสทางทหารของผู้นำสูงสุดอิหร่านประกาศว่า หากสหรัฐฯ โจมตีโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศ อิหร่านจะตอบโต้ด้วยมาตรการที่รุนแรงและเข้มข้นขึ้นทันที คำเตือนดังกล่าวมีขึ้นหลังประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่า สหรัฐฯ อาจโจมตีสะพานหรือโรงไฟฟ้าในอิหร่าน เพื่อตอบโต้ทุกครั้งที่ฝ่ายอิหร่านโจมตีเรือสินค้าที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ  สถานการณ์ล่าสุดทำให้หลายฝ่ายกังวลว่า ความขัดแย้งอาจขยายวงกระทบเส้นทางเดินเรือสำคัญ ความมั่นคงด้านพลังงาน และเศรษฐกิจโลก หากทั้งสองฝ่ายยังคงยกระดับการโจมตีต่อเนื่อง