วันที่ 19 กรกฎาคม 2569 นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 17–18 กรกฎาคม มีผู้ยื่นอุทธรณ์แล้ว 2.76 ล้านราย จากผู้ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติทั้งหมด 9.31 ล้านราย แบ่งเป็นวันแรก 2.34 ล้านราย และวันที่สองอีกประมาณ 418,000 ราย ส่วนผู้ที่ยังไม่ได้ดำเนินการอีก 6.55 ล้านราย สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569

จากข้อมูลผู้ยื่นอุทธรณ์ พบผู้ไม่ผ่านเงื่อนไขด้านกรรมสิทธิ์ในรถมากที่สุดประมาณ 1.45 ล้านราย รองลงมาคือมีวงเงินสินเชื่อรวมทุกประเภทและทุกบัญชีเกิน 100,000 บาท ประมาณ 668,000 ราย และเป็นบุคคลที่ไม่เข้าข่ายได้รับสิทธิประมาณ 577,000 ราย

สาเหตุอื่นประกอบด้วย มีรายจ่ายให้บุคคลอื่นเกิน 100,000 บาทต่อปี ประมาณ 424,000 ราย ถือครองอสังหาริมทรัพย์เกินเกณฑ์ประมาณ 261,000 ราย มีทรัพย์สินทางการเงิน เช่น เงินฝากและสลากออมทรัพย์ รวมเกิน 100,000 บาท ประมาณ 135,000 ราย และมีบัตรเครดิตประมาณ 46,600 ราย

ทั้งนี้ ผู้ลงทะเบียนหนึ่งรายอาจไม่ผ่านการตรวจสอบมากกว่าหนึ่งเงื่อนไข ตัวเลขของแต่ละสาเหตุจึงอาจซ้ำกัน และไม่สามารถนำมารวมเพื่อคำนวณเป็นจำนวนผู้ไม่ผ่านสิทธิทั้งหมดได้

สำหรับเกณฑ์ด้านรถ ผู้สมัครต้องไม่มีกรรมสิทธิ์ในรถ ยกเว้นรถจักรยานยนต์ขนาดไม่เกิน 300 ซีซี รถยนต์สามล้อ รถยนต์สี่ล้อเล็กรับจ้าง หรือรถใช้งานเกษตรกรรม โดยถือครองได้ประเภทละไม่เกินหนึ่งคัน

รูปภาพบทความ

กรมการขนส่งทางบกระบุว่า ผู้ไม่ผ่านเกณฑ์จำนวนหนึ่งเคยขายรถไปแล้วแต่ยังไม่ได้โอนเปลี่ยนชื่อ หรือถูกบุคคลอื่นนำชื่อไปใช้ในการจดทะเบียน ผู้ที่สงสัยว่าข้อมูลไม่ตรงกับข้อเท็จจริงสามารถนำบัตรประชาชนไปตรวจสอบกรรมสิทธิ์รถได้ที่สำนักงานขนส่งจังหวัดหรือสำนักงานขนส่งสาขาทั่วประเทศ โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม

ผู้ไม่ผ่านเกณฑ์สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ 4 ช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แอปพลิเคชันทางรัฐ แอปพลิเคชันเป๋าตัง และหน่วยรับลงทะเบียน 5 ธนาคาร คือ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ธ.ก.ส. ธอส. และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย

หลังยื่นอุทธรณ์แล้ว ผู้ลงทะเบียนต้องติดต่อหน่วยงานเจ้าของข้อมูลเพื่อขอตรวจสอบหรือแก้ไขข้อมูลให้ตรงกับข้อเท็จจริง เช่น กรมการขนส่งทางบกในกรณีกรรมสิทธิ์รถ หรือสถาบันการเงินและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกรณีข้อมูลด้านสินเชื่อและทรัพย์สิน

ผู้ที่ผ่านเกณฑ์ในรอบอุทธรณ์และดำเนินการยืนยันตัวตนตามขั้นตอน จะเริ่มใช้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ส่วนผู้ที่เคยได้รับสิทธิมาก่อนและผ่านการทบทวน ไม่ต้องยืนยันตัวตนใหม่ เนื่องจากโครงการมีข้อมูลเดิมอยู่แล้ว